วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'THAI' ปี 62 'ขาดทุน 1.2 หมื่นล้าน' เหตุรายได้หด-ขาดทุนด้อยค่าเครื่องบิน

"THAI" ปี 62 "ขาดทุน 1.2 หมื่นล้านบาท" เพิ่มขึ้น 3.58% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 1.16 หมื่นล้านบาท เหตุรายได้ลด 7.7%-มีรายการพิเศษเกิดขึ้นครั้งเดียว "ขาดทุนด้อยค่าเครื่องบิน-ผลประโยชน์พนักงาน" พร้อมติดตามแพร่ระบาด "โควิด-19" ใกล้ชิด

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือTHAI แจ้งผลการดำเนินงานปี 2562 ว่า บริษัทมีผลขาดทุน 12,042.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.58% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 11,625.16 ล้านบาท เนื่องจากรายได้รวมลดลง7.7% อยู่ที่ 184,046 ล้านบาท จากปีก่อนสาเหตุสำคัญมีปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และการแข่งขันที่รุนแรงทําให้รายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลงรวม 15,767 ล้านบาท หรือลดลง 8.6%

สําหรับค่าใช้จ่ายรวม 196,470 ล้านบาท ต่ำกว่าปี ก่อน 12,088 ล้านบาท หรือ 5.8% เนื่องจากค่าน้ำมันลดลง 5,421 ล้านบาท หรือ 9.0% เพราะราคาน้ำมันลดลง 8.2% ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานไม่รวมนํ้ามันลดลงจากปี ก่อน 6,580 ล้านบาท หรือ 4.6% สาเหตุหลักเกิดจากการปรับปรุงรายการค่าใช้จ่ายเงินทดแทนวันหยุดประจําปี (วันหยุดพักผ่อนประจําปี ที่ใช้ไม่หมดภายใน 3 ปี ตามที่ระเบียบบริษัทกำหนด) ที่รับรู้รายการเป็นค่าใช้จ่ายในงบการเงินสําหรับปี 2558-2561 รวมประมาณ 1,261 ล้านบาท

การเปลี่ยนประมาณการมูลค่าคงเหลือของเครื่องบินและเครื่องยนต์จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 6 โดยบันทึกผลกระทบของเครื่องบินที่คิดค่าเสื่อมราคาครบ 20 ปี แล้ว รวมไว้ในปี 2561 จํานวน 1,279 ล้านบาท ประกอบกบค่าใช้จ่ายดําเนินงานอื่นๆ ลดลงตามปริมาณการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยขาดทุนจากการดําเนินงานจํานวน 12,424 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปีก่อน 3,366 ล้านบาท หรือ37.2%


นอกจากนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวได้แก่ ประมาณการเงินตอบแทนความชอบในการทํางาน จํานวน 2,689 ล้านบาท โดยบริษัทฯ รับรู้ค่าชดเชยเพิ่มเติมตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานขั้นตํ่าของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 4) ที่กำหนดอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างสําหรับลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบ 20 ปี ขึ้นไปให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจํานวน 400 วัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่30 ก.ย. 2562 เป็นต้นไป


บริษัทมีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์จํากัด (มหาชน) หรือ NOK จํานวน 273 ล้านบาท จากการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัทฯ ในสายการบินนกแอร์ลดลงจากเดิมร้อยละ 21.80 เป็นร้อยละ15.94 ในไตรมาส 1ของปี 2562 รวมถึงมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินจํานวน 634 ล้านบาท

นอจากนี้บริษัทมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 4,439 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการตีมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน (Unrealized FX Gain) 2,243 ล้านบาท และกำไรที่เกิดขึ้นแล้ว (Realized FX Gain) 2,196 ล้านบาท ส่งผลให้ 2562 บริษัทฯ และบริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 12,017 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปี ก่อน 448 ล้านบาทหรือ3.9%โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็ นของบริษัทใหญ่ 12,042 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน3.6%

สำหรับอุตสาหกรรมการบินในปี 2563 ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ทําให้ประเทศไทยและรัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้ประกาศห้ามหรือเตือนประชาชนของตนให้งดการเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว เป็นเหตุให้ บริษัทต้องปรับลดเที่ยวบินและลดปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับจํานวนผู้โดยสารที่ลดลง


อย่างไรก็ตามบริษัทฯ อยู่ระหว่างการดําเนินการตามมาตรการในการบริหารจัดการผลกระทบอย่างเข้มข้น โดยจัดตั้งคณะทํางานเรื่องการแก้ไขปัญหาเพื่อติดตามสั่งการและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยังไม่มีสัญญาณที่คลี่คลายและยังคงทวีความรุนแรง และลุกลามในภูมิภาคยุโรปในอีกหลายประเทศในขณะนี้ นอกจากนี้ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังดําเนินต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการเจรจาจะบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้นแล้ว

แต่คาดว่ายังคงนําไปสู่การเจรจาในขั้นต่อๆไปประกอบกับประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองภายหลัง จากการถอนตัวของ สหราชอาณาจักรจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิท ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน รวมทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยลบต่างๆ และสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทฯ


บริษัทฯ จึงได้ทบทวนสภาพแวดล้อมภายนอกของอุตสาหกรรมการบิน สภาวะตลาดและการแข่งขันสภาพแวดล้อมภายในโดยได้จัดทําแผนฟื้นฟูระยะเร่งด่วนระยะที่ 2 โดยดําเนินการควบคู่ไปกับการดําเนินการตามแผนดําเนินการตามกลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 3 แนวทางการดําเนินงาน ได้แก่ การเพิ่มรายได้ โดยดําเนินกลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้าแบบ Personalized มุ่งเน้นการสร้างรายได้เสริม(Ancillary Revenue) รวมทั้งเร่งดําเนินงานด้าน Digital Marketing โดยใช้ Big Data และ Data Analytic ในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มการขายทาง Online ให้มากขึ้น การควบคุมและลดค่าใช้จ่ายโดยมีมาตรการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็นลดค่าตอบแทนของผู้บริหารและคณะกรรมการอยางสมัครใจ เป็นต้น

การปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงาน อาทิ การบริหารจัดการฝูงบินให้มีประสิทธิภาพ โดยเร่งสรุปแผนการจัดหาเครื่องบินให้มีความเหมาะสมกับการดําเนินธุรกิจของบริษัทฯ รวมทั้งควบคุมติดตามแผนการจําหน่ายเครื่องบินที่ปลดระวาง และทรัพย์สินให้ได้ตามแผนการขายเครื่องบิน และวางแผนระยะยาวในการลดหนี้สินเพื่อลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้ต่ำลงเพื่อลดความเสี่ยงของสถานะทางการเงินและหนี้สินของบริษัทฯ รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกบการประกอบธุรกิจ และบรรจุบุคลากรในตําแหน่งสําคัญให้ครบถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าการดําเนินการทั้งหมดมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด