เนื่องจากการตัดสินใจในการออมและการลงทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย ดังนั้น การเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ลงทุนใน Generation ต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ
เพื่อใช้ในการออกแบบและดำเนินนโยบายสนับสนุนการออมและการลงทุน รวมถึงยังเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางในการส่งเสริมความรู้ทาง การเงินและการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝ่ายวิจัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้ริเริ่มทำการศึกษาพฤติกรรมการลงทุนผ่านกองทุนรวมโดยใช้ข้อมูล Big Data ของการถือครองหน่วยลงทุนในกองทุนรวมของผู้ลงทุนบุคคล ณ สิ้นปี โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี2557 – 2561 ที่มีการจำแนกลักษณะของผู้ลงทุนในด้าน อายุ เพศ ถิ่นที่อยู่ รวมทั้งนโยบายการลงทุน ทำให้การศึกษานี้สามารถมองถึงภาพรวมการลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งประเทศ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์และรองรับนโยบายในการขยายฐานและส่งเสริมความรู้แก่ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยการศึกษานี้แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.บทบาทของผู้ลงทุนบุคคลในกองทุนรวม (Profile) 2.การเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมของผู้ลงทุนบุคคล (Access) และ 3.พฤติกรรมการลงทุนของผู้ลงทุนบุคคล (Behavior)
โดยในบทความตอนแรกนี้ ทางฝ่ายวิจัย สำนักงาน ก.ล.ต. ขอนำเสนอ บทบาทของผู้ลงทุนบุคคลในกองทุนรวม เพื่อตอบคำถามให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า ผู้ลงทุนบุคคลมาจาก Generation ใดบ้าง และแนวโน้มการเติบโตของผู้ลงทุนในแต่ละ Generation เป็นอย่างไร บทบาทภาพรวมของผู้ลงทุนในกองทุนรวม (profile) จากการใช้ข้อมูล Big Data กองทุนรวม เราสามารถแบ่งผู้ลงทุนได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.ผู้ลงทุนบุคคล และ 2.ผู้ลงทุนนิติบุคคล โดยผลการวิจัยสรุปได้ว่า ในปี 2561 มีจำนวนผู้ลงทุนบุคคลในกองทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.4 ล้านคนซึ่งผู้ลงทุนบุคคลคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ โดยมีสัดส่วนเป็น 99% ของผู้ลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด ผู้ลงทุน 59% เป็นเพศหญิง และ 66% เป็นผู้ลงทุนจากกรุงเทพและปริมณฑล ในส่วนของมูลค่า ผู้ลงทุนบุคคลถือครองอยู่ 75% ของมูลค่ากองทุนทั้งหมด อีก 25% ที่เหลือคือถือโดยนิติบุคคล จึงเห็นได้ว่า ผู้ลงทุนบุคคลเป็นผู้ลงทุนที่สำคัญในตลาดกองทุนรวม
ในการศึกษานี้ได้แบ่งผู้ลงทุนบุคคลตาม generation เพื่อศึกษาบทบาทและความแตกต่างด้านพฤติกรรมของแต่ละ Generation โดยแบ่งได้ดังภาพ เมื่อเจาะลึกลงไปว่าผู้ลงทุน 1.4 ล้านคนนี้ อยู่ใน Generation ใด พบว่า ในด้านของจำนวนผู้ลงทุน Generation X มีจำนวนผู้ลงทุนในกองทุนรวมมากที่สุด คือ 35% ของผู้ลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด มีจำนวนประมาณเกือบ 5 แสนคน รองลงมาคือ Generation Y ที่มีสัดส่วน 32% ของผู้ลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด มีจำนวนเกือบ 4 แสน 5 หมื่นคน จึงเห็นได้ว่า 2 Generation นี้มีบทบาทอย่างมากในแง่ของจำนวนผู้ลงทุน ซึ่งกลุ่ม Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ลงทุนสูงที่สุดคือ จากผู้ลงทุน 265,000 ในปี 2014 มาเป็น 450,000 คนในปี 2018 หรือเติบโตเฉลี่ย 17% ต่อปีในช่วงปีที่ทำการศึกษา ส่วนด้านของมูลค่าการลงทุนพบว่า เกือบครึ่งของมูลค่าเงินลงทุนเป็นของกลุ่ม Baby Boomer ทำให้เราเห็นว่าแม้ Generation X และ Generation Y จะมีจำนวนที่มาก แต่ยังมีมูลค่าการลงทุนที่น้อยเมื่อเทียบกับ Baby Boomer
จึงมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าผู้ลงทุนจำนวนมากอย่าง Generation X และ Generation Y เป็นอนาคตที่สำคัญของตลาดทุนที่จะมีการสะสมเงินลงทุนที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Generation Y ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากประชากรยุคใหม่อย่าง Generation Y เริ่มให้ความสนใจการลงทุนมากขึ้น ดังเห็นได้จากสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบการเข้ามาลงทุนอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นแนวทางสำนักงาน ก.ล.ต. จะส่งเสริม คือ การแนะนำแนวทางการเข้าถึงการลงทุนของผู้ลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยโดยการให้วางแผนในการออม และการเข้ามาลงทุนในตลาดทุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ดึงผู้ลงทุนเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้นและเข้ามาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเข้าถึงตลาดทุนเราจะมาอธิบายถึงเรื่องนี้กันตอนต่อไป





