วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสอ.ปรับแผนช่วยเอสเอ็มอี หนุนเศรษฐกิจฐานราก

ในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีกว่า 2.7 ล้านรายดังนั้นหากช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งไปด้วย

ในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีกว่า 2.7 ล้านรายดังนั้นหากช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งไปด้วย โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือ กสอ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ได้ปรับแนวทางการส่งเสริมใหม่ลงลึกในระดับท้องถิ่น เพื่อยกรายได้ให้กับประชาชนฐานรากของประเทศ

ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2563 กสอ. ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานเน้นใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ปั้นเอสเอ็มอีเกษตรอุตสาหกรรม โดยจะพัฒนาภาคการเกษตรจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่ เพื่อเปลี่ยนเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการ หรือ นักธุรกิจเกษตร นำนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์

2. ปั้นเอสเอ็มอีให้มีแนวคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับทุนทางวัฒนธรรม สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ปั้นให้เกิดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงปั้นระบบการพัฒนาคน โดยร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างระบบฝึกงานให้นักศึกษา โดยที่นักศึกษาสามารถได้หน่วยกิตและผลการเรียนจากการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นการสร้างแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้นักศึกษาไปในตัว

3. ปั้นเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพ ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้วยโปรแกรมเชิงพาณิชย์ โดยได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ฐานข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ,สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยและลูกค้าของ กสอ. และคัดเลือกบริษัทผู้ให้บริการระบบซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพ

“คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 20 บริษัทที่จะร่วมโครงการโดยระบบซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการนั้น เป็นรูปแบบ Cloud Based ทดลองใช้ฟรีไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่ง กสอ. จะขอให้ผู้ประกอบการใช้สัก1แอพพลิเคชั่นซึ่งจะช่วยส่งเสริมสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพไปพร้อม ๆ กัน”

นอกจากนี้ กสอ. ยังได้ปรับมาตรการและโครงการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอี ด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด สมาพันธ์เอสเอ็มอีภาค สภาเกษตรกร และผู้นำพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนองความต้องการที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการได้ตรงจุด

 โดยล่าสุด กสอ. จะทำงานบูรณาการร่วมกันปรุงกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และมหาวิทยาลัย เช่น โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) เพื่อสร้างรายได้เสริมและเชื่อมโยงระบบท่องเที่ยวชุมชน พร้อมเชื่อมโยงระบบส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้ากับระบบสนับสนุนทางการเงินให้วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกร

ทั้งนี้ ยังได้วางแนวทางในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้โมเดลการดำเนินธุรกิจแบบ Business Process Outsourcing (BPO) คือ การส่งงานบางส่วนภายในองค์กรให้กับบุคคลภายนอกรับผิดชอบแทน เพื่อแบ่งเบางานที่ไม่ถนัดและธุรกิจไม่สะดุด

“เอสเอ็มอีประมาณ 2.7 ล้านราย ในขณะที่การดำเนินงานของ กสอ. ที่ผ่านมาช่วยได้เพียงปีละ 2 พันราย หากยังดำเนินแนวทางแบบนี้ต่อไปก็ไม่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งประเทศ ดังนั้น กสอ. จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานทั้งหมด”

จากนี้จะเน้นส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับเอสเอ็มอี ไปสู่การพึ่งพาตัวเองได้ เช่น เข้าไปช่วยด้านการเขียนโครงการเพื่อขอสินเชื่อ ปรับปรุงด้านต่างๆให้ตรงกับหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถเข้าไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆตามช่องทางปกติโดยที่รัฐไม่ต้องนำงบประมาณเข้ามาช่วยคาดว่าในปี 2563 จะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

“จากผลการทำงานที่ผ่านมาเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการจะมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 11 เท่า ดังนั้นเอสเอ็มอีที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐจนมีรายได้มากถึงขนาดนี้ ก็ควรจะนำความรู้ที่ได้เป็นแบบอย่างถ่ายทอดไปสู่เอสเอ็มอีรายอื่นด้วย”