วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เอ็กซิมแบงก์’ ยืดหนี้-ลดดอกเบี้ย อุ้มเอสเอ็มอีส่งออก

“เอ็กซิมแบงก์”ออกมาตรการของขวัญปีใหม่ให้เอสเอ็มอีส่งออก  วงเงิน6พันล้านบาท  ทั้งปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ ขยายเวลาคืนหนี้ พร้อมลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ หวังลดผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอ การค้าขายลด  ประเมินส่งออกปีนี้ยังติดลบ 2% ปีหน้าโต2%

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์)เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการของขวัญปีใหม่แก่ผู้ประกอบการส่งออกผ่านการเสริมสภาพคล่องและลดภาระในการชำระหนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ปริมาณการค้าขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ

“มาตรการนี้ จะช่วยทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และลด

ภาระในการชำระหนี้ในภาวะที่คำสั่งซื้อลดลง แต่ต้นทุนคงที่  ขณะเดียวกันเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา สามารถนำมาเบิกใช้สินเชื่อหมุนเวียน ใช้ปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมที่จะแข่งขันท่ามกลางตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในปี2563”

โดยมาตรการเสริมสภาพคล่องนั้น  ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้วงเงินกู้ระยะยาวหรือวงเงินกู้ระยะสั้น วงเงินสูงสุด20ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาชำระคืนสูงสุด7ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่1-2เท่ากับ3.99%ต่อปี สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันร่วมกับหลักประกันอื่น ๆ ได้ ฟรีค่าธรรมเนียมบสย. สูงสุด4ปี ตั้งเป้าวงเงิน 2พันล้านบาท 

 ส่วนมาตรการลดภาระชำระหนี้ ลูกค้าที่มีวงเงินกู้ยืมระยะยาวจะขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ได้สูงสุดไม่เกิน2ปี กรณีขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกิน1ปี จะได้รับอัตราดอกเบี้ยลดลงจากเดิม0.125%ต่อปี ส่วนลูกค้าที่มีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นจะได้รับการเพิ่มสัดส่วนการเบิกกู้และลดอัตราดอกเบี้ย โดยเบิกกู้ได้เพิ่มสูงสุด95%ของมูลค่าL/C และ85%ของมูลค่าP/O พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.125%ต่อปีเป็นระยะเวลา1ปี มีวงเงินสนับสนุน4 พันล้านบาท คาดมีลูกค้าอยู่ในข่ายรับความช่วยเหลือนี้ราว 400 ราย

 ทั้ง 2 มาตรการมีระยะเวลาให้บริการตั้งแต่เดือนธ.ค.2562ถึง31ธ.ค.2563 คาดว่าจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ราว1.57 หมื่นล้านบาท ช่วยให้เกิดการจ้างงานในระบบ5,200ราย เพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาภาระหนี้ของผู้ส่งออกเอสเอ็มอีได้กว่า750ราย ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในห่วงโซ่มูลค่าการส่งออกได้รับการบรรเทาภาระหนี้และต้นทุนการดำเนินกิจการ 

ทั้งนี้  คาดว่าการส่งออกปี2562  จะติดลบ2.0%  ส่วนปี2563   น่าจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งที่0-2%   จาก 1.ศักยภาพของสินค้าไทยที่ทนต่อแรงเสียดทานจากความไม่แน่นอนได้ดี ทั้งสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าที่ตอบสนองเมกะเทรนด์โลก รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ในแต่ละช่วงวัยได้

2.การกระจายตลาด สร้างสมดุลการส่งออกไปตลาดเดิมและตลาดใหม่ได้ดี ทำให้สินค้าไทยบางรายการได้อานิสงส์จากการแทนที่สินค้าจีน ขณะที่อาหารของไทยสามารถเข้าตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น รองรับการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของญี่ปุ่นในปี2563  โดยไทยมีสัดส่วนส่งออกประมาณ50%ไปตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย เวียดนาม เป็นต้น

3.การลงทุนเพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ๆ เพื่อส่งออกมากขึ้น   โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)  ทำให้สินค้าส่งออกไทยมีมูลค่าหรือนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น สามารถแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

157684462269