“เอ็กซิมแบงก์”ออกมาตรการของขวัญปีใหม่ให้เอสเอ็มอีส่งออก วงเงิน6พันล้านบาท ทั้งปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ ขยายเวลาคืนหนี้ พร้อมลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ หวังลดผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอ การค้าขายลด ประเมินส่งออกปีนี้ยังติดลบ 2% ปีหน้าโต2%
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์)เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการของขวัญปีใหม่แก่ผู้ประกอบการส่งออกผ่านการเสริมสภาพคล่องและลดภาระในการชำระหนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ปริมาณการค้าขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ
“มาตรการนี้ จะช่วยทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และลด
ภาระในการชำระหนี้ในภาวะที่คำสั่งซื้อลดลง แต่ต้นทุนคงที่ ขณะเดียวกันเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา สามารถนำมาเบิกใช้สินเชื่อหมุนเวียน ใช้ปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมที่จะแข่งขันท่ามกลางตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในปี2563”
โดยมาตรการเสริมสภาพคล่องนั้น ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้วงเงินกู้ระยะยาวหรือวงเงินกู้ระยะสั้น วงเงินสูงสุด20ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาชำระคืนสูงสุด7ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่1-2เท่ากับ3.99%ต่อปี สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันร่วมกับหลักประกันอื่น ๆ ได้ ฟรีค่าธรรมเนียมบสย. สูงสุด4ปี ตั้งเป้าวงเงิน 2พันล้านบาท
ส่วนมาตรการลดภาระชำระหนี้ ลูกค้าที่มีวงเงินกู้ยืมระยะยาวจะขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ได้สูงสุดไม่เกิน2ปี กรณีขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกิน1ปี จะได้รับอัตราดอกเบี้ยลดลงจากเดิม0.125%ต่อปี ส่วนลูกค้าที่มีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นจะได้รับการเพิ่มสัดส่วนการเบิกกู้และลดอัตราดอกเบี้ย โดยเบิกกู้ได้เพิ่มสูงสุด95%ของมูลค่าL/C และ85%ของมูลค่าP/O พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.125%ต่อปีเป็นระยะเวลา1ปี มีวงเงินสนับสนุน4 พันล้านบาท คาดมีลูกค้าอยู่ในข่ายรับความช่วยเหลือนี้ราว 400 ราย
ทั้ง 2 มาตรการมีระยะเวลาให้บริการตั้งแต่เดือนธ.ค.2562ถึง31ธ.ค.2563 คาดว่าจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ราว1.57 หมื่นล้านบาท ช่วยให้เกิดการจ้างงานในระบบ5,200ราย เพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาภาระหนี้ของผู้ส่งออกเอสเอ็มอีได้กว่า750ราย ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในห่วงโซ่มูลค่าการส่งออกได้รับการบรรเทาภาระหนี้และต้นทุนการดำเนินกิจการ
ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกปี2562 จะติดลบ2.0% ส่วนปี2563 น่าจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งที่0-2% จาก 1.ศักยภาพของสินค้าไทยที่ทนต่อแรงเสียดทานจากความไม่แน่นอนได้ดี ทั้งสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าที่ตอบสนองเมกะเทรนด์โลก รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ในแต่ละช่วงวัยได้
2.การกระจายตลาด สร้างสมดุลการส่งออกไปตลาดเดิมและตลาดใหม่ได้ดี ทำให้สินค้าไทยบางรายการได้อานิสงส์จากการแทนที่สินค้าจีน ขณะที่อาหารของไทยสามารถเข้าตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น รองรับการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของญี่ปุ่นในปี2563 โดยไทยมีสัดส่วนส่งออกประมาณ50%ไปตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย เวียดนาม เป็นต้น
3.การลงทุนเพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ๆ เพื่อส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ทำให้สินค้าส่งออกไทยมีมูลค่าหรือนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น สามารถแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว









