วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เมย์แบงก์ กิมเอ็ง' คาดหุ้นไทยฟื้นตัวไตรมาส 1 ปีหน้า

นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดหุ้นไทยฟื้นช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 พร้อมมองเป้าหมาย 1,720 จุด หวังสงครามการค้าคลี่คลาย ชู AOT, BBL, BEM และ CPN เป็นหุ้นเด่นไตรมาสแรก

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ปี 2562 เป็นปีที่ไม่ค่อยสดใสสำหรับตลาดทุนไทย โดยเปิดต้นปี ดัชนีอยู่บริเวณ 1,563 จุด ไปทำจุดสูงสุดของปีในช่วงเดือน ก.ค. 2562 ที่บริเวณ 1,748 จุด และช่วงท้ายปีปรับตัวลงมาอยู่บริเวณ 1,570 จุด ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนของดชนี SET ปีนี้ บวกได้เพียง 1% โดยการปรับตัวลงในช่วงท้ายปีตอบรับเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ เช่น การยืดเยื้อของสงครามการค้า, ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่ำคาด อย่างไรก็ดีเราเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาตอบรับปัจจัยลบมากไปแล้ว และปัจจัยดังกล่าวคาดปรับตัวดีขึ้นในปี 2563 โดยประเมินปัญหาสงครามการค้ามีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น หลังจากบรรลุข้อตกลงการค้าเฟส 1 ผสานกับสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่คาดฟื้นตัวขึ้นจากการขับเคลื่อนของทั้งนโยบายการเงินและการคลังจากภาครัฐ รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นต่อการลงทุนปรับตัวขึ้น ดังนั้นจากปัจจัยที่ได้กล่าวข้างต้นเราจึงประเมินดัชนีหุ้นไทยกำลังเข้าสู่จุดฟื้นตัว

ประเมินเป้าหมายดัชนีปี 2563 ที่ 1,720 จุด สัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกดดันกำไรบริษัทจดทะเบียนอ่อนแอ ส่งผลให้ตลอดปี 2562 นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการลงต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลง แต่อย่างไรก็ดีเราคาดว่าปี 2563 ภาพรวมเศรษฐกิจภายในและภายนอกจะเข้าสู่จุดฟื้นตัว ท่ามกลางนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลาง และเร่งใช้นโยบายการคลังมากขึ้น ผสานกับปัญหาสงครามการค้าที่คาดจะมีพัฒนาการเชิงบวก คาดหนุนกำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนเติบโตจากฐานต่ำราว 9.4% จากปีนี้ สู่ระดับ 1.07 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 101.7 บาท ต่อหุ้น ซึ่งหากอิงค่าเฉลี่ย P/E ของ SET 10 ปีย้อนหลัง +1.5 S.D ที่ระดับ 16.9 เท่า จะได้ดัชนีเป้าหมายของ SET Index ปี 2563 ที่ 1,720 จุด

คาด SET ช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ฟื้นตัวในกรอบ 1,500-1,650 จุด จากคาดการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีการพัฒนาดีขึ้น ผสานกับเศรษฐกิจในประเทศที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นจากฐานต่ำ ทั้งด้านการบริโภคผ่านนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนการลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายจากภาครัฐฯ ปรับตัวตอบรับการปลดล๊อคผ่าน พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะเร่งเบิกจ่ายภายในเดือน ก.พ. 2563 ผสานกับการดำเนินนโยบายการคลังของธนาคารกลางทั่วโลกที่มากขึ้น ในขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลกคาดยังทรงตัวในระดับต่ำ เป็นบวกต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง โดยธีมการลงทุนเด่น เน้นสะสมหุ้น Valuation ไม่แพง, ปันผลสูง, เข้าสู่ช่วง High Seasons และมีการเติบโตของกำไรอย่างยั่งยืน โดยเราเลือก AOT, BBL, BEM และ CPN เป็นหุ้นเด่นประจำไตรมาส 1 ปีหน้า

ท่ามกลางปัญหาสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปี ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กดดันการลงทุนมาโดยตลอด แม้ว่าช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณของการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีนมากยิ่งขึ้น หลายครั้งเริ่มมีความหวัง แต่สุดท้ายมักจะจบลงด้วยความผิดหวัง เนื่องจากการจะหาข้อตกลงทางการค้าให้เป็นที่น่าพอใจของทั้ง 2 ฝ่ายค่อนข้างยาก โดยทางด้านสหรัฐก็ต้องการให้จีนเร่งซื้อสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ในปริมาณสูง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในช่วงปลายปี 2563

ในขณะที่ ทางฝั่งจีนต้องการให้สหรัฐยกเลิกการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีสินค้าที่โดนผลกระทบแล้วกว่า 3.6 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าการเจรจาการค้าจะเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อหาจุดที่พึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเราเชื่อว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านพ้นไปแล้วในปี 2562 จากการปลดล็อคเจรจาการค้าเฟส 1 และจะค่อยๆ ผ่อนคลายลงในปี 2563 แม้อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ก็น่าจะออกมาในเชิงบวกก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงปลายปีหน้าได้

สำหรับช่วงต้นปี 2563 ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังอีกครั้ง โดยเรามักจะเห็นบริษัทจดทะเบียนต่างๆ มีการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ในช่วงต้นปี และแน่นอนว่าเป้าหมายดังกล่าวมักจะออกมาค่อนข้างท้าทาย โดยจุดที่ได้เปรียบของปี 2563 คือ บริษัทส่วนใหญ่มีฐานกำไรในปี 2562 ค่อนข้างต่ำ จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแรง ดังนั้นการฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ ถือว่ามีความเป็นไปได้ หลังจากเราเริ่มเห็นสัญญาณของปัญหาต่างๆ เข้าสู่ช่วงเวลาการฟื้นตัว แต่อย่างไรก็ดีทุกอย่างคงต้องใช้ระยะเวลาในการเยียวยาก่อนกลับสู่ภาวะปกติ