เร่งแผนพัฒนา “บีซีจี”
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นวัตกรรม พัฒนาคน เพื่อพัฒนาประเทศ” ในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 37 ที่ จ.ลำปาง วานนี้ (30 พ.ย.) ว่า ที่ผ่านมาไทยพึ่งการส่งออกและการดึงดูดการลงทุนมากเกินไปจนทำให้เศรษฐกิจของไทยผันผวนตามเศรษฐกิจโลก เพราะเศรษฐกิจฐานรากและในท้องถิ่นขาดความเข้มแข็ง
ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยส่งเสริมเศรษฐกิจ 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศพัฒนาได้ในระยะยาวและยั่งยืน
ทั้งนี้ ในการพัฒนาเศรษฐกิจบีซีจี จะต่อยอดจากรากฐานความเข้มแข็งของไทยเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรม ทำให้ไทยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่ที่ผ่านมายังขาดเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการพัฒนาเศรษฐกิจบีซีจี จะผลักดันผ่านการส่งเสริมใน 4 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ได้แก่ 1. เกษตรและอาหาร 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ 4.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ดันมูลค่าแตะ 24% ของจีดีพี
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจบีซีจี จะช่วยยกระดับมูลค่าของธุรกิจบีซีจีจากปัจจุบัน 3.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 21% ของ จีดีพี มีการจ้างงาน 16.5 ล้านคน จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น 4.4 ล้านล้านบาท คือเป็น 24% ของจีดีพี และมีการจ้างงานเพิ่มเป็น 20 ล้านคน ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นจะไม่ได้มีแต่จำนวน แต่เกษตรกรจะยกระดับจากการผลิตสินค้าการเกษตรพื้นฐานเพียง 6 ตัวไปสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์สร้างรายได้ขึ้นอย่างก้าวกระโดด
นายสุวิทย์ กล่าวว่า กลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจบีซีจีมาจาก 4 ส่วน คือ 1.มหาวิทยาลัย และสถาบันการวิจัย 2.เอกชน 3.ชุมชน 4.ภาครัฐ โดยการดำเนินการปี 2563 จะปรับเปลี่ยนสำนักงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ เป็นสำนักงานที่เข้ามาดูแลเศรษฐกิจบีซีจีโดยเฉพาะ
รวมทั้งตั้งคณะกรรมการมากำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี รวมทั้งกระทรวงการอุดมฯ มีหน่วยงานภาคใต้วิจัยในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว โดยคาดว่าปี 2563 จะใช้งบประมาณผลักดันเศรษฐกิจบีซีจี 2,000–2,500 ล้านบาท ในส่วนของโครงการนำร่องที่จะเร่งผลักดันจะเน้นในเรื่องการยกระดับมูลค่าการเกษตร