วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กนง.หั่นดอกเบี้ย ‘ช็อกตลาดหุ้น’ นักลงทุนแห่ขายแบงก์-ซื้อไฟแนนซ์

การปรับ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวานนี้(6พ.ย.) แม้จะเป็นไปตามที่ “นักเศรษฐศาสตร์” หลายคนคาดการณ์เอาไว้ แต่ต้องบอกว่าสำหรับ “นักลงทุน” แล้ว ถือว่า “เซอร์ไพร์ส” อย่างมาก

เพราะก่อนรู้ผลการประชุม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคง “ซื้อเก็งกำไร” ในหุ้น “กลุ่มธนาคารพาณิชย์” และ “ขาย” หุ้นใน “กลุ่มไฟแนนซ์” ออกมา เพราะประเมินว่า กนง. จะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ก่อน

มติ กนง. ที่เซอร์ไพร์สตลาดหุ้น จึงเกิด “เอฟเฟ็กต์” ต่อการลงทุนทันที โดยภายหลังทราบผลการประชุม ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% เป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าคงทันที ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นช่วงการซื้อขายภาคบ่ายก็เริ่มปรับตัวลดลง จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มแบงก์ จนดัชนีมาปิดตลาดที่ระดับ 1,623.99 ลดลง 2.88 หรือ -0.18% มูลค่าการซื้อขาย 62,181.94 ล้านบาท

ด้าน “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ผลพวงจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในรอบนี้ ส่งผลกระทบระยะสั้นในหลายส่วน โดยเบื้องต้นทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แคบลงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยประเทศอื่นๆ จึงลดทอนแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทและสร้างอิมแพคต่อกระแสฟันด์โฟลว์หรือการเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติ

ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแทบทันทีหลังเปิดตลาดภาคบ่าย ซึ่งมาจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มแบงก์ออกมา เพราะมองว่าเป็นกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ย เนื่องจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยที่จะลดลง และยังไม่นับรวมกับการเติบโตของสินเชื่อที่ขยายตัวได้น้อยลงเรื่อยๆ 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นในระยะกลาง เพราะจะช่วยขยายระดับพีอีของตลาดเนื่องจากดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนและเทรดในระดับพีอีที่สูงขึ้นได้ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดดอกเบี้ย เช่น หุ้นปันผลสูง,กลุ่มลิสซิ่ง และกลุ่มส่งออก เป็นต้น

ฟากผู้คว่ำหวอดในวงการตลาดหุ้นอย่าง “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย ได้แก่ กลุ่มเช่าซื้อ-ลิสซิ่ง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราคงที่สูง ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้หรือเงินกู้ยืมจากแบงก์ ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลงจะทำให้ต้นทุนของกลุ่มเช่าซื้อถูกลง 

โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินระยะสั้นต่อระยะยาวมากกว่ากลุ่ม ซึ่งสามารถปรับต้นทุนให้เหมาะสมได้มากกว่า ได้แก่ ASK, SAWAD, THANI แต่เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดฝ่ายวิจัยฯแนะนำ Switch ยกเว้น MTC ที่เตรียมปรับไปใช้มูลค่าเหมาะสมปี 2563 ที่ 71 บาท ซึ่งจะมีอัพไซด์ 20% ซึ่ง MTC เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง 

ถัดมาคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก เพราะมีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่สูง แต่มีโครงสร้างเงินฝากบางส่วนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว จึงเป็นบวกต่อ NIM เช่น TCAP และ KKP ขณะที่กลุ่มอสังหาฯจะได้ประโยชน์จากอัตราการผ่อนชำระต่องวดของผู้กู้ที่อยู่อาศัยที่ลดลง ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และได้ปัจจัยเชิงบวกจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งหุ้นในกลุ่มนี้ที่ชอบคือ LH , PSH และ SPALI ส่วนหุ้นปันผลสูง คาดว่าผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่ลดลง มีโอกาสที่เม็ดเงินจะย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นปันผลสูง ซึ่งฝ่ายวิจัยแนะนำคาดหวัง Dividend Yield มากกว่า 6% คือ MCS รวมถึง LH และ KKP

นอกจากนี้หุ้นกลุ่มที่เสียประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มแบงก์ขนาดใหญ่ เพราะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้แบงก์ต้องปรับลดลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา ส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยรับและ NIM โดยเฉพาะแบงก์ขนาดใหญ่ เช่น BBL, KTB, KBANK และSCB