วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มรสุมรุม ‘หุ้นส่งออก’ โบรกแนะฉวยโอกาสสะสม

หุ้นส่งออกเจอมรสุมต่อเนื่อง เทรดวอร์ - บาทแข็ง - ตัดสิทธิจีเอสพี นักวิเคราะห์แนะฉวยโอกาสเข้าลงทุนยาว แต่ต้องระวังบาทแข็งฉุดประมาณการกำไร

ตลอดปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับหุ้น "กลุ่มส่งออก" โดยตัวเลขการส่งออก 9 เดือนของปีนี้ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 186,571.9 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 2.11% ประเด็นที่เข้ามากดดันหุ้นในกลุ่มส่งออกก่อนหน้านี้ คือ เรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบกับบริษัทของสหรัฐและจีนโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันทั่วทั้งโลก เพราะทุกวันนี้ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจหนึ่งๆ นั้นกระจายครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก

ส่วนปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มส่งออกที่ยังคงไม่หมดไป คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์มากที่สุดในรอบ 6 ปี แตะระดับ 30.16 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นมาเกือบ 7% ในปีนี้

การแข็งค่าของ "เงินบาท" ส่งผลให้สินค้าของไทย "ดูแพง" ขึ้นมาทันทีในสายตาของ "ลูกค้าต่างชาติ"

ไม่เพียงแค่สองปัจจัยข้างต้น ล่าสุด หุ้นในกลุ่มส่งออกต้องเผชิญกับความกดดันรอบใหม่หลังจากสหรัฐเดินหน้ากีดกันการค้ากับไทย กล่าวคือ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เผยการระงับสิทธิภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าไทย 573 รายการ คิดเป็นมูลค่าสินค้ารวมประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยหลัก ได้แก่ สินค้าอาหารทะเล, พาสต้า, ถั่ว น้ำผลไม้ อุปกรณ์เครื่องครัว และเหล็กแผ่น

157226993348

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า เบื้องต้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหลัก คือ กลุ่มเกษตร กลุ่มอาหาร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อภาพรวมตลาดถือว่าน้อยมาก  เนื่องจากหุ้นในกลุ่มเหล่านี้มีมูลค่าตลาดรวมคิดเป็นเพียง 0.3%, 6.1% และ 0.7% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด ตามลำดับ

จากการประเมินราคาหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1% จะมีผลต่อดัชนีหุ้นไทย (SET) ให้เปลี่ยนแปลงเพียง 0.05 จุด, 0.97 จุด และ 0.12 จุด ตามลำดับ และหากพิจารณาเป็นรายตัวเฉพาะหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบข้างต้น หุ้นที่จะมีผลกระทบต่อ SET Index มากที่สุด คือ เจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) และเดลต้า (DELTA) โดยราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1% จะมีผลต่อดัชนีหุ้นไทยเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 0.21 จุด, 0.06 จุด และ 0.05 จุด ตามลำดับ

ทั้งนี้ มองประเด็นไทย "ถูกตัด GSP" มีผลกระทบ "น้อยกว่า" ประเด็น "เงินบาทที่แข็งค่า" ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจไทย และกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้และปีหน้า ทำให้นักวิเคราะห์อาจจะปรับคาดการณ์กำไร และตัวเลขเศรษฐกิจไทยลงได้อีก

ส่วนแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ บล.ทิสโก้ มองว่า ไตรมาส 4 มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากแรงขับเคลื่อนด้านสภาพคล่องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทยในครั้งนี้เป็นจังหวะในการทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนเป็นรอบ

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส มองว่า หุ้นกลุ่มที่เสียประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะกลุ่มนี้มีรายได้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ แต่มีต้นทุนกลับมีสัดส่วนเป็นสกุลต่างประเทศน้อยกว่า โดยทุกๆ 1 บาท ที่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าสมมติฐานค่าเงินปี 2562 ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ จะกระทบต่อคาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้ลดลงราว 5.8%

ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหาร มีสัดส่วนรายได้สกุลเงินสหรัฐมากกว่าต้นทุนในการผลิต โดยต้นทุนส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าจากสมมติฐาน จะกระทบกำไรกลุ่มปี 2562 ลดลง 4.6% แต่จากการสำรวจข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนบริษัทหลายแห่งในกลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสินค้าที่ส่งออกอยู่เดิมนั้นไม่ได้รับสิทธิ GSP อยู่แล้ว ส่วนสินค้าเช่นน้ำตาล ก็มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐเพียง 0.1% ของรายได้รวม 

โดยรวมฝ่ายวิจัยยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม “เท่าตลาด” แนะนำสะสม CPF และ TU สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว ที่ราคาหุ้นปรับฐานจนมีค่าพี/อี ปี 2563 เพียง 12 เท่า และคาดหวังอัตราเงินปันผลราว 3% ต่อปี