วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

STC

STC เติบโตดีปี 63 จากงานก่อสร้างและโครงการ EEC

          บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC เป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 30 ปี โดยมีรายได้จาก 3 ธุรกิจ คือ 1) ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป 2) ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จ และ 3) บริการต่างๆ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินธุรกิจโดดเด่นในแถบพื้นที่จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา จากทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้เพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2563 ที่ 1.15 บาทต่อหุ้น

ประเด็นสำคัญในการลงทุน

  • ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปในจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา : บริษัทฯ มีรายได้จาก 3 ธุรกิจ คือ 1) ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65* 2) ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30* และ 3) บริการต่างๆ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5* (*สัดส่วนรายได้ปี 2561) ปี 2559-2561 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 15.2 ล้านบาท 15.5 ล้านบาท และ 15.4 ล้านบาท เติบโต เฉลี่ย (CAGR)6% ต่อปี และงวด 6M62 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 8.9 ล้านบาท +183%YoY โดยมีปัจจัยการเติบโตจากรายได้ที่เร่งตัวขึ้นสู่ 195.4 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 169.2 ล้านบาท หรือเติบโต 15.4%YoY จากการเติบโตของโครงการลงทุนภาครัฐ และการลงทุนของภาคเอกชนไทยโดยเฉพาะโครงการของนิคมอุตสาหกรรม ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นจาก 26.8% สู่ระดับ 30% จากผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปและคอนกรีตผสมเสร็จ ที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่มีโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันด้านราคาไม่รุนแรง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้น
  • เมืองพัทยามีแผนขยายโครงการวางท่อระบายน้ำกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทและโครงการ EEC มีความคืบหน้า  : พัทยาเป็นเมืองที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงเป็น อันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากกรุงเทพฯ แต่มีปัญหาการด้านการระบายน้ำมาตั้งแต่ในอดีต ล่าสุดเมืองพัทยาได้ร่วมมือกับกรมโยธาตั้งงบ 2.6 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยแบ่งพื้นที่ปันน้ำเป็น 3 พื้นที่ 1. พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยเมืองพัทยา ครอบคลุมพื้นที่ 43.8 ตร.กม. 2. พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยคลองนาเกลือ-ห้วยมาบประชัน และกลุ่มน้ำย่อยคลองกระทิงราย ครอบคลุมพื้นที่ 118.6 ตร.กม. และ 3. พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยห้วยใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 64.1 ตร.กม. เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนได้อีก 10 ปีต่อจากนี้ (ที่มา www.tnews.co.th) โดยคาดว่าท่อระบายน้ำที่ใช้จะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งในจังหวัดชลบุรีมีผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 2 รายคือ STC และ CCP อีกทั้งโครงการ EEC มูลค่ารวม 6.5 แสนล้านบาทเริ่มมีความคืบหน้าทั้ง 5 โครงการ อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานฯ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ที่มา www.transtimenews.co) ช่วยหนุนการเติบโตของภาคการก่อสร้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดชลบุรี และระยอง
  • คาดการณ์กำไรปี 2562-2563 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 74%ต่อปี ตามการก่อสร้างโครงการ EEC และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองพัทยา : ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปี 2562 และ 2563 อยู่ที่ราว 25.6 ล้านบาท และ 46.7 ล้านบาท เติบโต 66%YoY และ 83%YoY ตามลำดับ โดยในปี 2562 คาดว่าจะมีรายได้ราว 397 ล้านบาท +5% YoY เติบโตจากงานวางท่อระบายน้ำคอนกรีตเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองพัทยาระยะยาว ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจาก 27.5% สู่ 29.8% เนื่องจากคาดว่าการใช้กำลังการผลิตของโรงงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตามปริมาณงานวางท่อระบายน้ำฯ เมืองพัทยา ด้านอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 21% ส่งผลให้เราคาดว่าปี 2562 จะมีกำไรราว 25.6 ล้านบาท +66%YoY ขณะที่ปี 2563 เราคาดว่ารายได้จะเติบโตสู่ 505 ล้านบาท +27%YoY ตามงานวางท่อระบายน้ำคอนกรีตเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองพัทยาและโครงการ EEC จะเริ่มก่อสร้างรวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชนโดยเฉพาะโครงการของนิคมอุตสาหกรรมที่จะมีตามมา คาดกำไรปี 63 อยู่ที่ราว 46.7 ล้านบาท +83%YoY
  • การประเมินมูลค่าหุ้น : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี Prospective P/E Ratio โดยอ้างอิง P/E Ratio ที่ 14.1 เท่าซึ่งเป็นคาเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปีบวก 1.5 S.D. ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจคล้ายคลึงกัน ได้แก่ DCON และ SCP เนื่องจากผลประกอบการของ STC เติบโตสูงกว่ากลุ่ม (CCP ไม่สามารถคำนวณ PE Ratio ได้) และคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับปี 2563 ที่ 0.082 บาทต่อหุ้นได้ราคาเหมาะสมที่ 1.15 บาทต่อหุ้น

ปัจจัยเสี่ยง

  1. มีผู้ประกอบการผลิตผสมเสร็จหลายรายทำให้เกิดการแข่งขันสูง

     2.การจัดส่งสินค้าที่ล่าช้า

     3. การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล

     4.ไม่สามารถรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า

     5.ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ