"ธนาคารกรุงไทย" เผยไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ยังตั้งสำรองสูง เหตุยังมีทรัพย์ค้างนานเกิน 10ปี ที่ไม่สามารถระบายออกได้อีกเพียบ หลังภาวะตลาดไม่เอื้อต่อการขาย แถมยังต้องเพิ่มเพื่อรองรับเศรษฐกิจผันผวน ตั้งการ์ดเฝ้าระวังพอร์ตรายใหญ่ใกล้ชิด ป้องกันเอ็นพีแอลโป่ง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)(KTB) กล่าวว่า แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารในไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่ายังอยู่ในระดับสูง หากเทียบกับไตรมาส 3 ที่ธนาคารตั้งสำรอง 6,098 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารยังมีภาระการตั้งสำรอง ในส่วนสินทรัพย์รอการขายหรือเอ็นพีเอ( NPA) ค้างนาน ที่อยู่ในพอร์ตเกิน 10ปี เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ไม่เอื้อต่อการขาย โดยปัจจุบันเอ็นพีเอของธนาคารมียอดคงค้างอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท
อีกทั้ง ธนาคารยังเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ผ่านการตั้งสำรองส่วนเกินเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงการสำรองเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9 ดังนั้นคาดว่าสำรองของธนาคารน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่คาดว่าทั้งปี ธนาคารจะสามารถรักษาระดับอัตราการสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio)ไว้อยู่ที่ระดับ 120-130% ตามแผนงานที่วางไว้ได้
เขากล่าวว่า การตั้งสำรองส่วนใหญ่ เกิดจากสำรองในส่วนของเอ็นพีเอค้างนาน และเผื่อเหตุไม่คาดฝัน แต่หากดูสำรองด้านเอ็นพีแอลปรับดีขึ้น เพราะภาพรวมพอร์ตสินเชื่อของธนาคารดูดีขึ้น ยกเว้นเอสเอ็มอีที่ยังทรงตัว ทำให้สำรองส่วนหนี้เสียน้อยลง เป็นผลมาจากก่ารเข้มงวดทางวินัยในการตั้งสำรองมาก่อนหน้าแล้วถึง2ปี ทำให้สำรองในภาพรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นนัก
"ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ยังมีสำรองจากเอ็นพีเอค้างนานเพิ่มอยู่ เพราะคาดว่าการขายออกคงไม่ได้เร็วขนาดนั้น และหากขายถูกมากๆ ในภาวะนี้ เราคงไม่ขาย เช่นเดียวกับการขายเอ็นพีแอล ที่เราต้องดูราคาที่เหมาะสม และต้องระมัดระวังมาก เพราะเราเป็นรัฐวิสาหกิจ และที่ผ่านมาเรามีขายเอ็นพีแอลไปน้อยมาก”นายผยงกล่าว
สำหรับการดูแลพอร์ตสินเชื่อของธนาคาร โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ กรุงไทยเองก็ต้องเฝ้าระวังในส่วนนี้เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะรายที่มีโอกาสที่จะเกิดหนี้เสีย รวมไปถึงการปรับคุณภาพพอร์ตการให้สินเชื่อของธนาคาร ให้มีผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ได้รับมากขึ้น ทำให้พอร์ตของธนาคารมีความสมดุลมากขึ้น
ส่วนความแข็งแกร่งของลูกค้ารายใหญ่ของธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการออกหุ้นกู้ ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารมีการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าดังกล่าวมีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในอนาคต ซึ่งจากการติดตามพบว่า ความเสี่ยงที่ธุรกิจรายใหญ่ของธนาคารจะผิดนัดชำระหนี้ถือว่ามันน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ที่ตั้งสำรองของธนาคารเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการสำรองเพื่อรองรับพนักงานเกษียณอายุตามกระทรวงแรงงาน เป็นส่วนที่ธนาคารไม่เคยตั้งสำรองมาก่อน รวมถึงการตั้งสำรองสำหรับเงินที่ยังเข้ามาไม่ครบ จากกรณีของบริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ AQ ที่มีผลต่อสำรองของธนาคารให้เพิ่มขึ้น อีกทั้งหากดูเงินที่ AQ ต้องจ่ายให้กับธนาคารนั้นมีอีกกว่า 4,000 ล้านบาท โดยล่าช้าไปเนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งคาดว่าน่าจะรับรู้ไม่ทันภายในปีนี้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-กรุงไทยเคียงข้างธุรกิจ อัดโปรสินเชื่อ SME 4% ต่อปี
-กรุงไทยเสริมแกร่ง SME กระตุ้นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยเริ่ม
-'กสิกร-กรุงไทย'ยันไม่ลดสำรองส่วนเงิน
-'เอคิว' ฟ้อง 'กรุงไทย' เรียกค่าเสียหายเฉียด 4 พันล้าน
-กรุงไทยไม่หวั่น เอคิวฟ้อง3.8พันล้าน ชี้ให้อำนาจศาจ








