วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มิตซูบิชิพร้อมปักหลักลงทุนรถยนต์อีวีภายในปี 63

“สุริยะ” ชง ครม.โชว์ผลงานเยือนญี่ปุ่น ชี้ มิตซูบิชิพร้อมปักหลักลงทุนรถยนต์อีวีภายในปี 63 “โตโยต้า” พร้อมลงทุนหุ่นยนต์พร้อม ดันไทยศูนย์กลางอาร์แอนด์ดี “เมติ” เตรียมนำทัพบุกไทย รุกลงทุนอีอีซี

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (7 ต.ค.) รับทราบผลการดำเนินโครงการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยและการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ของประเทศไทย เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงาน

ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานผลการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะ ที่เดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 24–26 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ จังหวัดโทยามะ และกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น โดยผลการหารือกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่เป็นผู้นำในอุตสาหที่สำคัญซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่

1.การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้หารือกับประธานกรรมการบริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น มีแผนที่จะขยายการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลักอินไฮบริด (plug in Hybrid Electric Vehice: PHEV ในประเทศไทยช่วงปลายปี 2563 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถยนต์เพื่อจ่ายกระแสไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะเดินทาง หรือใช้ในยามเกิดภัยพิบัติได้ด้วย

โตโยต้าสนลงทุนหุ่นยนต์

2.การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ได้มีการประชุมหารือร่วมกับ ประธานของ Japan-Thailand Economic Cooperation Society (JTECS) และ ประธานของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส จำกัด เพื่อร่วมกันผลักดันความร่วมมือในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Automation and Robotics) ในประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตร์ส จำกัด ได้พิจารณาเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนา (R&D) ในภูมิภาคเอเชียแปชิฟิก รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้กับโรงงานผลิตในประเทศไทยด้วย

สำหรับความร่วมมือในการพัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ปัจจุบันญี่ปุ่นมีกิจการและธุรกิจที่มาลงทุนในไทยมากถึง ​6,000 กิจการ และมีการผลิตสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีเป็นจำนวนมากการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนที่จะศึกษาภาพรวมและนำโมเดลการพัฒนาอีอีซี ไปใช้กับภูมิภาคอื่น

รวมทั้งเชื่อมโยงเอสเอ็มอีกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในด้านการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนการผลิตในประเทศให้พิ่มมากขึ้น และเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งในภาคการผลิตและบริการของไทยให้สามารถแข่งขันได้ อันจะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ของไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งได้มีการหารือกับหน่วยงานต่างๆของญี่ปุ่นในการให้ความช่วยเหลือพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีของไทย ซึ่งจะส่งผลดีในภาพรวมต่อการพัฒนาการผลิตในซัพพายเชนของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

ส่วนการประชุมหารือร่วมกับประธานองค์การสนับสนุนเอสเอ็มอี แห่งประเทศญี่ปุ่นเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการพัฒนากับ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผ่านการดำเนินโครงการ T - GoodTech เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงธุรกิจกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น ในลักษณะ B2B ด้วยระบบ

รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเชื่อมโยงธุรกิจ (Business Matching) โดยจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนจากการจับคู่ธุรกิจกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานยื่นยันที่จะพัฒนาความร่วมมือเพื่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างกันเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่า

ขณะที่การประชุมหารือกับรัฐบลท้องถิ่น จังหวัดโกยามะ โดยได้หารือร่วมกับนายอิซิอิ ทากากาซุ ผู้ว่าราชการจังหวัดโกยามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยจังหวัดโทยามเป็นหนึ่งในรัฐบาลท้องถิ่ที่มีกรลงนามMOU กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการประชุมหารือในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้าน SMEในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์หุ่นยนต์

รวมทั้งมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทยแก่นักลงทุนของจังหวัดโกยามะ และชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยได้วางเป้าหมายให้เพิ่มขึ้นเป็น 100 บริษัท ภายในระยะเวลา 2 ปี จากเดิมมีจำนวน 60 บริษัท

ส่วนประเด็นอื่นที่คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการประชุมหารือร่วมกับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren Japan Business Federation) โดยมีผู้แทนจากภาคเอกชนจำนวน 43 ราย จาก 33 บริษัท เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อรับฟัง การดำเนินนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยใน 3ด้าน ได้แก่ การขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางประเทศไทย 4.0 และการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve

2.การดำเนินโครงการอีอีซีซึ่งมีการดำเนินงานตามแผนงานและรัฐบาลได้มีการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด และการชี้แจงแนวทางการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนในลักษณะ Taylor-made โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุน เพื่อนำมาปรับปรุงและกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนมากที่สุด

ส่วนการประชุมหารือร่วมกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (New Energy and Industrial Technology Development Organization: NEDO) เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการสาธิตการรีไซเคิลซากรถยนต์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมดัดแยกและรีไซเคิลวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และโครงการสาธิตการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์จากชากชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของกระทรวงอุตสาหกรรม