เจรจาการค้าส่อแววล่มหลังเจ้าหน้าที่จีนเดินทางกลับประเทศก่อนกำหนด
ตลาดดาวโจนส์สหรัฐฯ พลิกร่วงกว่า 100 จุด เมื่อวันศุกร์ หลังเจ้าหน้าที่จีนประกาศยกเลิกการเดินทางไปรัฐมอนทานา และ รัฐเนบราสกา เพื่อพบกับกลุ่มเกษตรกรสหรัฐที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทำสงครามการค้า (ก่อนหน้านี้ ตลาดคาดหวังว่าจีนจะเปิดรับซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นจากการไปเยือนครั้งนี้ ซึ่งจะสร้างบรรยากาศที่เป็นบวกต่อการเจรจาระหว่างจีน-สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ทรัมป์ออกมาระบุว่า การสั่งซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯของจีนอาจไม่เพียงพอและเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนก่อนการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ในปีหน้า ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวลว่าทั้งสองฝ่ายอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้จากการเจรจารอบนี้
ส่วนต่างบอนด์ยีลไทย 10 ปี - 2 ปี ลงต่อ (แต่ยังไม่ Inversion) ขณะที่เงินบาทประคองตัวเหนือ 30 บาท/ดอลลาร์ฯ. ประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้จะอยู่ที่การประชุม กนง. วันที่ 25 ก.ย. ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่ออีกหรือไม่หลังจากลดไปแล้ว 25bp ในการประชุมครั้งก่อน (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.50%) กรณีลดจริงเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยให้เริ่มตั้งหลักได้บริเวณแนวรับสำคัญที่ 1630-1600 จุด โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ MTC, SAWAD, AMANAH* อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า กนง.อาจยังไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ย เนื่องจากเหลือ Room ค่อนข้างจำกัด. หากพิจารณาจากจุดต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยไทยจะอยู่ที่ 1.25% กนง.อาจเลือกที่จะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไปก่อนเพื่อเหลือ room กรณีเกิดวิกฤติในอนาคต เนื่องจาก 1.ภาพเศรษฐกิจไทยยังไม่แย่มากเหมือนช่วงตอนเกิดวิกฤติ, 2.ค่าเงินบาทยังไม่หลุดต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์ฯ, 3.แบงก์ชาติน่าจะรอประเมินผลของตัวเลขเศรษฐกิจหลังปรับลดไปแล้วในรอบแรก ซึ่งอาจช่วยให้หุ้นกลุ่มธนาคารที่มีส่วนลดราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ประกอบกับ ประกอบกับการที่ธปท.อนุญาตให้นำสำรองส่วนเกินจาก IFRS9 กลับมาบันทึกเป็นกำไร ยังมีโอกาสขึ้นได้ต่อ หุ้น Top pick ของเราคือ BBL, KBANK **ทางกลยุทธ์มอง SCB ที่ laggard น่าสนใจ
เราประเมิน SET Index ยังมีความเสี่ยงทางลงจากการขาดปัจจัยบวกใหม่และข้อพิพาททางการค้าที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น. กรณีหลุดแนวรับ 1640-1630 จุด จะเป็นการเปิด downside ลงทดสอบ 1610-1600 ซึ่งจะเป็นจุดเสี่ยงซื้อสำคัญในรอบนี้ เน้นกลยุทธ์เข้าซื้อเมื่ออ่อนตัว (Buy on dip) ในหุ้นที่ราคาไม่แพง กำไรมีแนวโน้มโตดีในช่วงครึ่งปีหลัง หรือ มีปัจจัยสนับสนุนเชิงพื้นฐาน อาทิ กลุ่มโรงกลั่น SPRC, TOP, BCP, ESSO // กลุ่มโรงแรม MINT, ERW, CPN // รวมถึง หุ้นกลุ่มปันผลสูง เช่น LH, EASTW, TISCO
ภาพรวมกลยุทธ์: SET ยังมีความเสี่ยงทางลงจากภาพสงครามการค้าที่กลับมากดดันตลาด ขณะที่ แนะระวังกรณี กนง.ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างที่คาด // หุ้นแนะนำวันนี้ SPRC, BCPG/ เก็งกำไร SCB* (เป้า 130, ตัดขาดทุน 116), PLANB* (เป้า 10, ตัดขาดทุน 8.70)
แนวรับ 1620-1600 จุด / แนวต้าน : 1667-1680 สัดส่วน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุน
ส่งออกเดือน ส.ค. ติดลบ 4% รับผลกระทบ trade war – สนค.เผย ตัวเลขส่งออกไทยเดือน ส.ค.หดตัว 4%, นำเข้า หดตัว 14.62%, ขณะที่ ตัวเลข 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.62) หดตัวลง 2.19% รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่เร่งตัวขึ้น พาณิชย์ยอมรับเป้า 3% ทำได้ยาก
บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 4 โครงการ มูลค่าเกือบ 3 หมื่นลบ. – บอร์ดบีโอไอ มีมติเห็นชอบส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 4 โครงการ มูลค่ากว่า 2.82 หมื่นลบ. มั่นใจยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 62 เป็นไปตามเป้าที่ 7.5 แสนลบ.
ประเด็นติดตาม: 23 ก.ย. – US manufacturing PMI (Sep) / 24 ก.ย. – ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว / 25 ก.ย. – ประชุม กนง. / US New home sales (Aug), 26 ก.ย. – US GDP 2Q62
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









