วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คณิศ' ชี้ดบ.ไทยเหมาะสม

ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ระดับเหมาะสม ย้ำเก็บกระสุนไว้ใช้ช่วงเศรษฐกิจชะลอ หากจำเป็นลดได้แค่ 0.25% ยอมรับแบงก์ชาติแทรกแซงค่าบาทได้ไม่เต็มที่ เหตุสหรัฐจับตาดูอยู่ หวั่นถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า

นายคณิศ แสงสุพรรณ กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดใจกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย แล้วพบว่า เงินทุนที่ไหลเข้าไทยในรอบนี้น้อยกว่าประเทศอื่น ดังนั้นการแข็งค่าจึงไม่ได้เกิดจากเงินทุนไหลเข้า แต่เกิดจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลในระดับสูง

สำหรับกรณีที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ขอให้ภาครัฐลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อป้องกันเงินทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น ประเด็นนี้เห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะไม่เป็นคุ้มหรือไม่ส่งผลประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1.75% ถือเป็นระดับที่ไม่สูงนัก และถ้าจะลดลงก็คงไม่เกิน 1.50% แต่จะลดลงช่วงใดต้องดูสถานการณ์ที่เหมาะสม

“การประชุม กนง.ครั้งล่าสุดดูเหมือนไม่ได้ส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ ก็อาจมีการพิจารณาปรับดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ประเทศที่มีการปรับดอกเบี้ยนโยบายลงจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ จึงทำให้ต้องพิจารณาในทุกประเด็น"นายคณิศ กล่าว

นอกจากนี้ ไทยมีปัจจัยที่ทำให้ ธปท. ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนได้เต็มที่ เพราะมีประเด็นที่สหรัฐจับตามองนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศใน 3 เงื่อนไข เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน โดยการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินจะต้องดำเนินการทั้ง 2 ทาง ซึ่งทำให้ ธปท.มีข้อจำกัดในการแทรกแซงค่าเงินบาท จึงต้องปล่อยให้เงินบาทมีทั้งช่วงที่แข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าลง

นายคณิศ กล่าวว่า การที่เงินบาทแข็งค่าจะมีผลดีต่อต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลง ซึ่งการผลักดันการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะกระตุ้นการนำเข้า โดยถ้าดูเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก 5 โครงการ จะเกิดการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 650,000 ล้านบาท และการลงทุนดังกล่าวมีสัดส่วนการนำเข้า 30% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ซึ่งทุกโครงการจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเดือน ส.ค.นี้

แนวทางดังกล่าวจะเป็นการเปลี่ยนทุนสำรองระหว่างประเทศให้เป็นการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดการลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง

ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีผลต่อการค้าและเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ถือว่าส่งผลกระทบต่อไทยน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ แต่โอกาสเห็นการส่งออกไทยขยายตัวคงยากและดีที่สุดอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 0% ซึ่งในระยะ 3-5 ปี ข้างหน้า จะมีการปรับสมดุลการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และทำให้อาเซียนต้องรีบผลักดันการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่จะทำให้การส่งออกในเอเชียคล่องตัวขึ้น

โดยสอดคล้องกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในเอเชียที่ปัจจุบันภูมิภาคนี้ค้าขายกันเองมากกว่าส่งออกไปสหรัฐ และถ้าดูสัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐก็ไม่ถึง 10% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด

นายคณิศ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีแนวคิดสงครามการค้าจะทำให้บริษัทต่างประเทศย้ายฐานการลงทุนเพื่อเลี่ยงผลกระทบสงครามการค้า ซึ่งประเด็นนี้เห็นว่าไทยไม่ควรคาดหวังสงครามการค้าจะช่วยให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยแนวทางการลงทุนที่ยังยืนควรทำให้บริษัทต่างชาติรู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกลงทุนในไทย เพราะได้ผลตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสม

“ที่ผ่านมามีผู้ประเมินว่าเวียดนามจะได้ประโยชน์จากสงครามการค้าที่ทำให้เอฟดีไอสูงขึ้น และเวียดนามเริ่มผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 แต่ไม่คิดว่าเวียดนามเป็นคู่แข่ง เพราะการมีฐานการผลิตในแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันได้ และไม่จำเป็นที่บริษัทข้ามชาติจะต้องเลือกมีเพียงฐานการผลิตเดียว”นายคณิศ กล่าว