วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ThaiBMA” เผยยอดออกตราสารหนี้ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไตรมาส1

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เผยไตรมาสแรกเผยการระดมทุนภาคเอกชนผ่านตราสารหนี้ระยะยาว โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ หนุนการออกตราสารหนี้ไตรมาสแรกปีนี้คงค้างรวม 12.96 ล้านล้านบาท โต1.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไตรมาส 1 ขณะที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้นลดลงจากทั้งภาค Real sector แบงก์และไฟแนน

นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยหรือThaiBMA เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯยังคงคาดการณ์แนวโน้มภาพรวมการออกตราสารหนี้ในปี2562 ไว้ทีประมาณ 800,000 ล้านบาทหรือในกรอบ750,000-850,000 ล้านบาทโดยสัดส่วน60% เป็นการออกหุ้นกู้เอกชนเพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด(รีไฟแนนซ์) ประมาณ580,000 ล้านบาทซึ่งน่าจะเห็นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้  หากภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากนี้  แต่ถ้าเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้นภาพการเมืองชัดเจนทำให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตขึ้นคาดว่าจะทำให้มีโอกาสที่การออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นกว่าเป้าหมายได้ซึ่งต้องรอประเมินสถารการณ์ทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศในครึ่งปีหลังอีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่แนวโน้มการออกตราสารหนี้ในช่วงไตรมาส2ปีนี้การออกตราสารหนี้ยังไม่เติบโตจากช่วงไตรมาสแรกปีนี้ทำสถิติการออกตราสารหนี้ยังสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไตรมาส1 ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว จากการควบรวมหรือซื้อกิจการที่ต่อเนื่องมาของบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาระดมทุนผ่านหุ้นกู้ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการขายออกรับรู้ผลกำไรแล้ว

สำหรับภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในไตรมาสแรกปี2562  มีมูลค่าคงค้างรวม12.96 ล้านล้านบาทเติบโต1.3% จาก12.97 ล้านล้านบาทเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาทำสถิติการออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไตรมาส1 โดยตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวมีการออกเพิ่มขึ้นถึง24% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนโดยในไตรมาสแรกปีนี้มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย81,361 ล้านบาทต่อวันเพิ่มขึ้น3.21% และส่วนใหญ่เป็นการออกของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจจริง(Real sector) ที่เสนอขายให้แก่นักลงทุนกลุ่มสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่(II/HNW)

อาทิเช่น ไทยเบฟประมาณ53,000ล้านบาทเป็นการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้การซื้อกิจการในต่างประเทศ, ไมเนอร์33,000ล้านบาทเป็นการระดมทุนเพื่อซื้อกิจการโรงแรมในสเปน,  กลุ่มทรู40,000กว่าล้านบาท  และบีเจซี10,000ล้านบาท  เป็นการรีไฟแนนซ์ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นน่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราวจากการควบรวมกิจการที่ต่อเนื่องกันมาที่ต้องระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้

แต่ในด้านตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้นมีมูลค่าการออกลดลงโดยกลุ่มธุรกิจเดียวกันได้เปลี่ยนจากการออกตั๋วบีอีไปเป็นการกู้ยืมในรูปแบบของสัญญาเงินกู้แทนส่วนภาคReal sector ,แบงก์กิ้งและไฟแนนซ์(Bank&Finance) คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นการการชะลอการออกเพื่อรอจังหวะดอกเบี้ยที่เหมาะสมหลังจากที่ต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นตามการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายซึ่งผู้ออกของภาคReal sector ที่มีอันดับเครดิตสูง(ตั้งแต่A-ขึ้นไป) ยังคงออกอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ลดลงจากผู้ออกที่มีอันดับเครดิตไม่สูง( ต่ำกว่าBBB-ลงไป)และผู้ออกNon-rated ซึ่งการลดลงดังกล่าวไม่มีผลกับตลาดตราสารหนี้ในปีนี้และไม่ได้มีจากปัจจัยการเมือง

ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ(Fund Flow) ในช่วงไตรมาสแรกปี2562 นักลงทุนต่างชาติมีการขายออกสุทธิตลอด3เดือนแรกรวม42,305ล้านบาทโดยส่วนมากเป็นการขายออกในตราสารนี้ภาครัฐระยะสั้นเพื่อรับรู้ผลกำไรและเพิ่มการถือครองตราสารหนี้อายุยาวมากกว่า10ปีหลังจากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขอบไทยดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่ยังมีการเข้าซื้อสุทธิในตราสารหนี้ภาครัฐระยะยาว

ทำให้ณสิ้นไตรมาส1 ปี2562 ต่างชาติมีมูลค่าการลงทุนสะสมสุทธิในตราสารหนี้ไทยทั้งสิ้น924,993 ล้านบาทหรือคิดเป็น7.3% ของมูลค่ารวมตลาดตราสารหนี้ไทยส่วนเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีความชัดน้อยลงโดยรุ่นอายุไม่เกิน1 ปีปรับขึ้นต่อเนื่อง5-12 bps. ส่วนรุ่นอายุ2-10 ปีปรับตัวสูงขึ้น1-9 bps. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้อายุเฉลี่ยระยะยาวมากขึ้นที่8.5ปีจากสิ้นปีก่อนที่7.88 ปี

สำหรับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปีนี้นายธาดาคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับเดิมขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบมากๆจากปัจจัยเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำและการลงทุนภาคเอกชนยังคงทรงตัวเพื่อรอดูทิศทางและประสิทธิผลของนโนบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่