ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หั่นจีดีพีปี62เหลือ3.7% จากเดิม4%ส่งออก-นำเข้าหดตัวแรงจากการชะลอตัวเศรษฐกิจโลก หวังหลังการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจน ภายในครึ่งปีแรกนี้ และเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต่อเนื่อง ยืนดอกเบี้ย1.75%ทั้งปีนี้
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยในงานเสวนาเรื่องจับอุณหภูมิเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งว่า ศูนย์วิจัยฯ ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี2562 ลงมาที่3.7% จากเดิมที่ 4% โดยมีกรอบคาดการณ์ใหม่ที่3.2-3.9% ทั้งนี้ ได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของการส่งออกในปี2562 จากเดิม4.5%เหลือ3.2% และปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของการนำเข้าจากเดิม5.3%เหลือ4.3%
การปรับลดประมาณการดังกล่าว สะท้อนกิจกรรมการส่งออกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงตามผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทยแม้ว่าประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะมีพัฒนาที่ดีกว่าที่เคยคาดไว้เดิมก็ตาม
ขณะที่ไม่ว่ารูปแบบรัฐบาลผสมจะมีองค์ประกอบเป็นแบบใดต่างก็ต้องเผชิญโจทย์การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่กระทบภาคการส่งออก ทำให้รัฐบาลใหม่คงต้องเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนภายใต้กรอบงบประมาณปี2562รวมถึงการผ่านร่างงบประมาณปี2563 ถ้าหากการจัดตั้งรัฐบาลดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในเดือนมิถุนายน 2562 และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะมีผลในไตรมาส4ปี2562 หลักหมื่นล้านบาท ถ้าออกมาตามคาด ก็จะหนุนการบริโภคครัวเรือนได้ราว0.2-0.4%ของจีดีพีและทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก
โดยที่จากผลสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชน และภาคธุรกิจในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งพบว่าการเลือกตั้งส่งผลดีต่อความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตามความเชื่อมั่นดังกล่าว ยังแปรผันตามสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลทำให้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนคาดว่าจะกระตุ้นผ่านการบริโภคภาคครัวเรือนต่อเนื่อง เช่นมาตรการช่วยเหลือ เกษตรกร 15.6ล้านคน เพิ่มสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย14.5 ล้านคน และมาตรการหักลดหย่อนภาษี10.3ล้านคน เป็นเม็ดเงินหลักหมื่นล้านบาท”
ด้านแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศนั้น คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ1.75%ตลอดปีนี้ เมื่อผนวกกับสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีอยู่มาก และจังหวะการปล่อยสินเชื่อที่ยังค่อยเป็นค่อยไป คงทำให้การแข่งขันอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่รุนแรง ส่วนทิศทางค่าเงินบาทคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.2-32.50บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยติดตามยังเป็นปัจจัยในประเทศทั้งสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจไทย









