รัฐแปลงที่ดิน 'สปก.' เป็นทุน

รัฐแปลงที่ดิน 'สปก.' เป็นทุน

สกพอ.เล็งนำที่ดิน ส.ป.ก.พัฒนาอีอีซี ใช้โมเดลตั้งบริษัทมหาชน ให้เกษตรกรใช้ที่ดินร่วมถือหุ้นผลิตสินค้า แปรรูปเพิ่มมูลค่า เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแบบฟาร์มสเตย์ มอบ ม.แม่โจ้ ศึกษารูปแบบการพัฒนา ด้านเลขาธิการ ส.ป.ก.ชี้กฎหมายอีอีซีเปิดช่องทำได้

ที่ดินเกษตรเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยปัจจุบันถ้ารวมพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำและพื้นที่อนุรักษ์รวมแล้วมีปริมาณถึง 8.20 ล้านไร่ จากพื้นที่ในเขตอีอีซีทั้งหมด 8.33 ล้านไร่ ในขณะที่การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินรวมในอีอีซีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเมื่อเดือน ต.ค.2561 ระบุถึงการใช้ที่ดินภาคเกษตรในปี 2550 อยู่ที่ 5.63 ล้านไร่ ปี 2559 อยู่ที่ 5.54 ล้านไร่ และคาดว่าปี 2580 จะลดลงมาเหลือ 5.36 ล้านไร่

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ลงพื้นที่ จ.ระยอง เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือกับผู้แทนเกษตรกรที่ถือครองที่ดิน สปก.และผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการด้านการเกษตรในอีอีซี รวมถึงประเด็นการใช้พื้นที่ สปก.เพื่อนำมาใช้สำหรับการพัฒนาในอีอีซีสู่การเชื่อมโยงการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ โดยที่ประชุมเห็นด้วยในหลักการและ สกพอ.จะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์และร่างแผนงาน

รัฐแปลงที่ดิน 'สปก.' เป็นทุน

การหารือครั้งนี้ มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประกอบด้วย น.ส.พจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการสายงานนโยบายและแผน สกพอ. นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสิ่งแวดล้อม สกพอ. ร่วมถึงผู้แทนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้นำเกษตรกรจังหวัดระยองประมาณ 90 คน

ดึงเจ้าของที่ดินร่วมตั้งบริษัท

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีการหารือถึงการที่จะนำที่ดิน ส.ป.ก.ที่เกษตรกรถือครองในพื้นที่อีอีซี นำมาแปลงเป็นทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยภาครัฐแจ้งว่าต้องการที่ดิน ส.ป.ก.ให้มาเป็นทุนร่วมกันกับฝ่ายรัฐบาลในการจัดตั้งบริษัทมหาชน ซึ่งเจ้าของที่ดินจะมีโอกาสเป็นหุ้นอยู่ในบริษัทที่ตั้งขึ้น เป็นหุ้นตกทอดให้กับลูกหลาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ ส่วนรายละเอียดจะต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลแล้วมาร่วมประชุมกันอีกครั้ง

สำหรับการประชุมครั้งนี้ผู้แทนเกษตรกรใน จ.ระยอง ซึ่งผู้แทนกลุ่มเกษตรกรได้นำเสนอโมเดลการพัฒนาพื้นที่โครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีเกษตรชุมชน Well Being Farm Stay ประกอบด้วยนางพิกุล กิตติพล ผู้แทนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรฯ รวมทั้งมีนายวัฒนา บรรเทิงสุข ผู้แทนสหกรณ์บริการเพื่อการแพทย์และสุขภาวะ จำกัด และนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ผู้แทนเครือข่ายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง

มอบ ม.แม่โจ้ ศึกษาแนวทาง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ รับหน้าที่ศึกษาวิจัยแนวทางการพัมนา โดยนายสถาพร แสนสุโพธิ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มารับทราบความเห็นของผู้แทนสถาบันเกษตรกร ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจะต้องมีแผนในการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องที่ในเขตพื้นที่อีอีซี เพื่อให้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวร่วมกับการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้ โดยจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ การศึกษาจะต้องคำนึงถึงสุขภาพในชุมชนที่ใด้รับผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยขอความร่วมมือจากกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) และสถาบันวิจัยแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อเป็นการตอบโจทย์แก่ชุมชนในท้องถิ่นว่าชุมชนจะได้อะไรตอบแทนในการพัฒนาอีอีซี เพื่อจะได้ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ในเขตอีอีซีเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องการให้คนไทยทั้งประเทศจะได้อยู่ดีกินดีมีความสุขอย่างมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนอย่างมีอนาคตตลอดชั่วลูกชั่วหลาน

เลขาฯ ส.ป.ก.เปิดทางใช้ที่ดิน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า พ.ร.บ.เขตส่งเสริมพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2560 เป็นกฎหมายพิเศษที่สามารถพัฒนาได้ทุกพื้นที่่ โดยต้องเป็นการพัฒนาในเชิงสังคม ซึ่งประชาชนในพื้นที่สามารถหารือเพื่อไม่ให้โครงการที่ตั้งขึ้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ผลตอบแทนเป็นที่พอใจกับชุมชนด้วย โดยเมื่อ สกพอ.ต้องการเข้ามาพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก.ที่อยู่ในเขตอีอีซี ก็เป็นสิทธิของเกษตรกรที่จะเข้าหารือเพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้ที่ดินได้

รายงานข่าวจาก สกพอ.ระบุว่า การหารือครั้งนี้ สกพอ.ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองใหม่อัจฉริยะน่าอยู่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางรองรับประชากร 1 ล้านคน ประกอบด้วยศูนย์กลางย่านกระจายสินค้าเกษตร ประชากร 2 แสนคน เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการขนส่งสินค้าเกษตร การบรรจุภัณฑ์และกระบวนการทางศุลกากรของสินค้าเกษตรเพื่อพร้อมส่งออกศูนย์กลางย่านรองรับการขยายตัวของประชากร 2 แสนคนทาง ด้านเหนือ

ชูแนวคิดพัฒนาสมาร์ทซิตี้

รวมทั้งจะมีการพัฒนาศูนย์กลางย่านธุรกิจและการเงินที่รองประชากรได้ 2 แสนคน เชื่อมต่อกับชุมชนเมืองอื่น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งให้บริการ One Stop Service กับผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในอีอีซี และมีศูนย์กลางย่านรองรับการขยายตัวของประชากร 2 แสนคนทางด้านใต้ และศูนย์กลางย่านการกระจายสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง รองรับประชากรได้ 2 แสนคน เป็นการเชื่อมโยงกับเมืองศูนย์การบินอู่ตะเภา และระบบการขนส่งทางอากาศ กละการประกอบผลิตภัณฑ์และกระบวนการทางศุลกากรของสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูงเพื่อพร้อมส่งออก

สำหรับเมืองใหม่อัจฉริยะน่าอยู่นี้ จะออกแบบให้มีคนเป็นศูนย์กลาง สร้างความสะดวกสบายความปลอดภัยและการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการเดินเท้าและการใช้จักยาน ใช้พื้นที่อย่างประหยัดและผสมผสานเพิ่มโอกาสการทำความรู้จักผู้อื่น
นอกจากนี้การพัฒนาเมืองใหม่และพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจถูกกำหนดพื้นที่ไว้อย่างน้อย 15,500 ไร่ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.โมดูลการพัฒนาเมืองใหม่ 1 โมดูลของเมืองใหม่อัจฉะริยะน่าอยู่มีพื้นที่ 12,500 ไร่ 2.พื้นที่ศูนย์กลางการเงิน 500 ไร่ 3.พื้นที่มหานครการบินภาคตะวันออก 2,500 ไร่ โดยขณะนี้ สกพอ.และกรมโยธาธิการและผังเมืองกำลังรับฟังความเห็นร่างผังเมืองรวมอีอีซี ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ได้ไม่เกินเดือน ส.ค.นี้