“อภิศักดิ์”ทวงสัญญาผู้ว่าแบงก์ชาติช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้โตเต็มศักยภาพ ชี้นโยบายการเงินต้องเสริมช่วงรอยต่อการเลือกตั้ง เหตุนโยบายการคลังไม่ควรนำมาใช้ตามมารยาททางการเมือง
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงกรณีการออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการและรวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่เห็นว่า การดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล ไม่ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยกล่าวว่า การคอมเมนท์นั้น สามารถทำได้ แต่ถามว่า ที่ผ่านมา นักวิชาการเหล่านี้ ได้ทำอะไรที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้บ้าง เช่นเดียวกันกับ การทำหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ซึ่งเคยสัญญากับกระทรวงการคลังทุกปีว่า จะทำให้ให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเขาก็ควรจะรู้หน้าที่ว่า ต้องทำอะไรได้บ้าง
“เราเคยบอกแล้วในแง่การกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งเราเองข้อมูลไม่ครบถ้วน การตัดสินใจ เขาคงตัดสินใจในข้อมูลที่ครบถ้วนกว่า เราไม่ตัดสินใจแทนเขา เวลาพูดในเรื่องทฤษฎีพูดง่าย แต่ถามว่า ในทฤษฎีที่ว่านั้น แต่ละบุคคลทำอะไรบ้าง เช่น นักวิชาการมาพูดเรื่องเหลื่อมล้ำ ไม่มีการกระจายรายได้ ถามว่า นักวิชาการเหล่านี้ ทำอะไรบ้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำบ้าง”
เขาระบุด้วยว่า ในการตัดสินนโยบายการเงินของบอร์ดนั้น โครงสร้างของบอร์ดการเงิน คือ เขาโหวตอะไรออกมา มันไม่ต้องรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบ้างอย่าง คือ เวลาทำออกมาแล้ว ยกตัวอย่าง แบงก์ชาติเกิดขาดทุนมากขึ้น ถามว่า ใครรับ ก็บอร์ดแบงก์ชาติรับ แต่บอร์ดการเงินไม่เห็นต้องรับเลย ตัดสินใจอะไรก็ได้โดยที่ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ แต่บอกว่า ฉันทำให้เศรษฐกิจมีความมั่นคง แต่พอทำแล้ว มั่นคง ถามว่า ตอนนี้ มีอะไรที่ไม่มั่นคงอีก หรือ จำเป็นต้องทำให้มันกลับทางกัน
“การตัดสินใจเรื่องของนโยบายดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นระยะต่อไปนั้น เป็นเรื่องของเขา แต่เขาก็ต้องรับผิดชอบ โดยปกติในอดีตที่ทำมา เวลาเขาทำก็ตัดสินใจไป เมื่อเราดูว่า ไม่ค่อยถูก เราก็เอานโยบายการคลังมาเสริม นี่คือ สิ่งที่เราทำแต่ตอนนี้ เราเสริมอะไรไม่ได้ พอการคลังทำอะไรไม่ได้ การเงินก็ต้องเข้ามาเสริมในช่วงนี้ ผมเรียนว่า นโยบายการคลังเราทำได้ แต่ยังไม่อยากทำเพราะเรามีมารยาท เท่านั้นเอง ถ้าประเทศแย่ ดูไม่ดี เราก็จะทำ”
เขายืนยันว่า เศรษฐกิจประเทศไทยในขณะนี้ ไม่ได้ตกต่ำ เสถียรภาพการคลังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ความเสี่ยงของการถดถอยเศรษฐกิจมีน้อย เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมา โดยใช้มาตรการคลัง โดยเฉพาะเรื่องการของการลงทุน เมื่อลงทุนได้ผลตอบแทนเศรษฐกิจ ไม่ใช่ลงทุนไปแล้วเท่ากับศูนย์ เราให้ไปแล้วกระตุ้นให้โครงการเกิด เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ก็มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 10-20%
เขากล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังประเมินว่า ภายในเดือนมิ.ย.นี้ จะมีจำนวนผู้มีรายได้น้อย จะมีรายได้พ้นเส้นความยากจนหรือสูงกว่า 30,000 บาทต่อปี ราว 70-80% จากระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้มีรายได้น้อยมีรายได้พ้นเส้นความยากจนราว 50% ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาอาชีพ ทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเข้ารับการฝึกอาชีพดังกล่าวมีจำนวนประมาณ 4 ล้านคน
“ ในระยะแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ในขณะนั้น เศรษฐกิจต้องได้รับการฟื้นฟู เปรียบเสมือนการปรับปรุงภาพรวมกิจการของบริษัทให้ดีขึ้น ผลที่ได้จะเกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจ เมื่อดีขึ้นแล้ว จึงเข้าไปดูแลพนักงาน ซึ่งการดูแลพนักงานก็เปรียบเสมือนกับการเข้าไปดูแลคนจน ซึ่งไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ แต่มีผลทางด้านสังคม ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า คนที่มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนคนจนนั้น มีรายได้ดีขึ้น โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท มี 50% ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท และหวังว่า ในเดือนมิ.ย.นี้ คนเหล่านี้อย่างน้อย 70-80% จะพ้นเส้นความยากจน”









