วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

TACC - ซื้อ

ผลประกอบการผ่านช่วงต่ำสุด คาดครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญ :

  • รายงานกำไร 2Q61 อยู่ที่ 21.4 ลบ. +38.1%QoQ แต่ -31.2%YoY : ขณะที่รายได้ อยู่ที่ 325 ลบ. เติบโต 15%QoQ แต่หดตัว 6%YoY เป็นการเติบโตจากฐานต่ำใน 1Q61 แต่หดตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากมีการหยุดขายสินค้าตรา “Zenya” ที่กัมพูชา ประกอบกับผลกระทบภาษีน้ำตาลในช่วง Q1-Q2 ปี61 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 25.59% และ 29.40% ตามลำดับ จากเดิมที่เคยทรงตัวเหนือกว่าระดับ 30% ส่งผลให้ กำไร 1H61 อยู่ที่ 36. ลบ. –35.1%YoY
  • โอกาสเติบโตทางธุรกิจ + พันธมิตรใหม่ แบ่งเป็น 2 ช่องทาง คือ 1) เพิ่งได้รับสิทธิในการบริหารลิขสิทธิ์ Rilakkuma เมื่อต้นปี 61 ระยะเวลาในการบริหารสิทธิ์ 4 ปี ครอบคลุม 7 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศ CLMV สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าแล้วกว่า 27 ราย 2) TACC เพิ่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ A&W ผู้ประกอบธุรกิจอาหารจานด่วน เมื่อกลางเดือน ส.ค.61 เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม(ที่ไม่ใช่น้ำอัดลม) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 3 สาขา จาก A&W ทั้งหมด 38 สาขา
  • แนวโน้มครึ่งปีหลังปี 61 เติบโตต่อเนื่องจากฐานต่ำ แม้คาดกำไรปี 61 หดตัวแต่จะพลิกเติบโตในปี 62 : เนื่องจากมีการหยุดขายสินค้าตรา “Zenya” ที่กัมพูชาเมื่อตอนต้นปี ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามราคา ประกอบกับได้รับผลกระทบภาษีน้ำตาล ตั้งแต่ช่วง ปลายปี 60 จนถึง พ.ค. 61 กดดันอัตรากำไรขั้นต้น อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้วในการปรับสูตรใหม่ใช้น้ำตาลน้อยลง ทำให้คาดว่า อัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมายืนเหนือระดับ 30% ขณะที่ คาดรายได้ ปี 61 ราว 1,312 ลบ. +1.8% เติบโตภายในประเทศ ตามการขยายสาขาของ 7-11 ที่คาดว่าทั้งปี 61 จะเปิดเพิ่มราว 700 สาขา ขณะที่ 1H61 เปิดไปแล้วกว่า 492 สาขา ประกอบกับกระแสนิยมของเครื่องดื่มกดเย็น อย่าง Hershey’s ที่จะเข้ามาวางขายเป็นสินค้าประจำร้าน(บางสาขา)ตั้งแต่ช่วง 4Q61 ถึงแม้เราคาดว่ากำไรปี 61 จะหดตัวราว 11.6% แต่คาดว่ากำไรจะพลิกกลับมาเติบโต 24.3% ในปี 62 อยู่ที่ราว 124 ลบ. สนับสนุนด้วย การเติบโตตามการขยายสาขา 7-11 ประกอบกับ การกลับมาของเครื่องดื่มกดเย็น Hershey’s รวมถึงการบริหารลิขสิทธิ์ Rilakkuma ตลอดจนการมีพันธมิตรใหม่อย่าง A&W
  • เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมสำหรับปี 62 ที่ 5.00 บาท : เราประเมินมูลค่าด้วยวิธี PE Ratio โดยใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 62 ซึ่งเป็นปีที่ผลประกอบการได้ผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้วและพลิกเติบโตได้ โดยอิง PER อย่างอนุรักษ์-นิยม ที่ 25 เท่า ซึ่งต่ำกว่า Weighted PER อุตสาหกรรมที่ระดับ 26.4 เท่า รวมถึงคาดกำไรต่อหุ้นปี 62 ราว 0.20 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสมที่ 5 บาท ซึ่งยังมี Upside ราว 24% จากราคาปัจจุบัน จึงแนะนำ “ซื้อ”

ความเสี่ยง

  1. ธุรกิจมีการแข่งขันสูงและรุนแรง

   ii) รายได้กว่า 90% พึ่งพิงร้าน 7-11