วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

JASIF - ซื้อ

อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับที่สูง

กำไรหลักเป็นไปตามที่เราคาด

JASIF รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/61 ที่ 1.46 พันล้านบาท หรือกำไรต่อหน่วยอยู่ที่ 0.27 บาท เพิ่มขึ้น 54.5% YoY และ 11.3% QoQ ถ้าไม่รวมรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรที่ไม่ใช่รายการเงินสดและไม่ได้รับรู้จริงจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์สายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง 9.8 แสนคอร์กม.จำนวน 100 ล้านบาท กำไรหลัก (หรือเงินสดที่เหลือสำหรับการจ่ายปันผล) อยู่ที่ 1.36 พันล้านบาท ลดลง 0.2% YoY และ 0.6% QoQ กำไรสุทธิสูงกว่าคาด 7% เนื่องจากรายการกำไรจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ซึ่งไม่ใช่รายการเงินสดข้างต้น แต่กำไรหลักถือว่าเป็นไปตามคาด JASIF ยังไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหน่วย ซึ่งเราคาดว่ามีแนวโน้มอยู่ที่ 0.22 บาทต่อหน่วย สำหรับในไตรมาส 2/61 ซึ่งอิงกับอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 87% จากกำไรหลักในไตรมาส 2/61 กำไรที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงข้างต้นในไตรมาส2/61 ไม่กระทบต่อการจ่ายเงินปันผลสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนแต่อย่างใดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยอยู่ที่ 10.74 บาท ณ ช่วงปลายไตรมาส 2/61

ประเด็นหลักผลประกอบการ

รายได้ค่าเช่าในไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% YoYและทรงตัว QoQ รายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น 0.7% YoY สอดคล้องกับอัตราค่าเช่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% ซึ่งอ้างอิงจากดัชนีราคาผู้บริโภคปี 2560 ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ที่ 0.66% นอกจากนี้ยังไม่มีการโอนสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงใหม่ในปี 2560 หรือ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 5.5% YoY และ 0.6% QoQ เนื่องจากค่าสิทธิแห่งทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอยู่ที่ 11 ล้านบาทในไตรมาส 2/61 เทียบกับ
9 ล้านบาทในไตรมาส 2/60 และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบารุงและดูแลรักษาที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/61 มาอยู่ที่ 14 ล้านบาท จาก 6 ล้านบาทในไตรมาส 2/60 และ 8 ล้านบาทในไตรมาส 1/61 ส่งผลให้กำไรหลักในไตรมาสนี้ลดลงเล็กน้อยทั้ง YoY และ QoQ

แนวโน้ม

เราประมาณการกำไรหลักไตรมาส 3/61 อยู่ที่ 1.36 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% YoY และทรงตัว QoQ เราคาดรายได้ค่าเช่าในไตรมาส 3/61 ที่ 1.45 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% YoY (ซึ่งอิงกับอัตราค่าเช่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น) และประมาณการเงินปันผลต่อหน่วยที่ 0.22 บาท การขายสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงอีก 9.8 แสนคอร์กม.ให้กับ JASIF มีแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2561 หรือช่วงไตรมาส 1/62 เราจะทำการคำนวณมูลค่าเพิ่มสุทธิจากสินทรัพย์ใหม่ดังกล่าวเข้าไปในประมาณการของเราก่อนหน้านั้น

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

เราทำการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 เพิ่มขึ้นอีก 1.8% (มาอยู่ที่ 5.52 พันล้านบาท) เพื่อคำนวณรวมกำไรพิเศษที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงดังกล่าวในไตรมาส 2/61 แต่เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2561 ไว้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเนื่องจากเงินปันผลต่อหน่วยที่ 0.22 บาทสะท้อนอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 88.5% ในไตรมาส 1/61 และ 87% ในไตรมาส 2/61 เราจึงทำการปรับลดอัตราการจ่ายเงินปันผลให้เป็นไปในเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นสำหรับปี 2561 ลงจาก 93% มาอยู่ที่ 89% ส่งผลให้ประมาณการเงินปันผลต่อหน่วยสำหรับปี 2561 ลดลงจาก 0.92 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 0.88 บาทต่อหน่วย (หรือลดลง 4.3%) เราทำการปรับลดราคาเป้าหมายซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ลงอีก 4% (เหลือ 12 บาท)

คำแนะนำ

ถึงแม้ว่าจะทำการปรับลดเงินปันผลต่อหน่วยลงจากเดิม (สำหรับในช่วงปี 2561-2568) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 8.5% ของ JASIF ก็ยังคงน่าสนใจและสูงกว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสำหรับปี 2561 ของตลาดฯ ซึ่งอยู่ที่ 3% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 10 ปีซึ่งอยู่ที่ 2.7% อัพไซด์ต่อกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายจะมาจากการโอนสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงอีกจำนวน 9.8 แสนคอร์กม. ในช่วงสิ้นปี 2561 หรือช่วงไตรมาส 1/62 เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ JASIF เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง