วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เก็งกำไรตามกรอบขาขึ้น

SET Index วานนี้อ่อนตัวผันผวนหลังจากทรงตัวแดนบวกในช่วงเช้า ท่ามกลางตลาดหุ้นต่างประเทศที่บวกเป็นส่วนใหญ่

โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้น ศก.ของจีน ขณะที่เริ่มมีแรงขายทำกำไรกลุ่ม BANK มากดดันหลังสิ้นสุดการรายงานกำไรงวด 2Q61 และยังมีแรงขายกลุ่ม ENERG สวนทางราคาน้ำมัน จากแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นใหญ่ อาทิ PTT PTTEP ที่อ่อนตัว แต่มีแรงเก็งกำไรในหุ้นที่น่าจะเติบโต คือ AOT มาชดเชยต่อเนื่อง ทำให้ SET Index ปิดที่ 1,674.22 จุด (-1.53 จุด) Volume 5.6 หมื่นลบ. จาก Foreign Net +1,309.54  ลบ. TFEX Net   +5,046 สัญญา ตราสารหนี้ -413.01 ลบ.

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย  

+ดาวโจนส์ปิดพุ่งเนื่องจากนักลงทุนขานรับผลประกอบการที่สดใสของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรพุ่งขึ้นหลังจากทรัมป์ วางแผนให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

+น้ำมันดิบปรับตัวขึ้นจากคาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐจะปรับตัวลดลง นอกจากนี้คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะช่วยหนุนความต้องการน้ำมันให้ฟื้นตัวขึ้นด้วย

+ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนก.ค.ของสหรัฐ อยู่ที่ 55.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน

+รัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ลดภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายด้านการวิจัย จนถึงการออกพันธบัตรพิเศษเพื่อการลงทุนสาธารณูปโภค เพื่อรับมือผลกระทบสงครามการค้า

-ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการยูโรโซน ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.3 แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน

-Fund Flow ต่างชาติมีสถานะขาย YTD ขาย 1.95 แสนล้านบาท ค่าเงินบาท 33.33 บาท/US

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ได้รับผลบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และจีนที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า อีกทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นช่วยสนับสนุนหุ้นกุล่มพลังงาน และ Fund Flow ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิช่วยหนุนดัชนี คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,665-1,685จุด

กลยุทธ์การลงทุน   เก็งกำไรกลุ่มที่มีปัจจัยสนับสนุน

- ค่าการกลั่นเริ่มปรับตัวขึ้น TOP SPRC IRPC

- BBL SCB KKP ประกาศผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด

- คาดผลประกอบการเติบโต 2Q61 BANPU BPP IVL JUBILE DELTA SVI CPF LH  TPIPP WHAUP

- CPALL ROBINS HMPRO BEM ครม.คง VAT ที่ 7% อีก 1 ปี

- SVI DELTA CPF GFPT กลุ่มส่งออก ค่าเงินบาทอ่อนค่าสู่ 33.33 บาท/US

- ดัชนี BDI ปรับขึ้นเป็นวันทำการที่ 3 รวม 7% มาที่ 1,774 จุด เป็นบวกต่อ PSL

- เก็งงบการเงิน SCC คาดการณ์ของ Bloomberg อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท +1.7%QoQ

หุ้นแนะนำพิเศษ

THANI Analyst Meeting (ราคาปิด 7.75 Bloomberg Consensus 9.43)

  • ผลประกอบการเติบโตดี 2Q61 มีกำไร 392 ลบ. +52% 1H61 มีกำไร 755 ลบ. +50% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อ การควบคุมคชจ.การจัดการและติดตามหนี้ เน้นทำตลาดผลตอบแทนสูงที่มีคู่แข่งน้อย และมีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ในช่วง 1H61 spread ปรับขึ้นสู่ 4.81% จาก 4.5% ใน 1H60 และส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับขึ้นเป็น 40.7% จาก 34% ใน 1H60 ในขณะที่ %NPL ลดลงสู่ 3.9% จาก 4.1% และ Coverage Ratio = 114%  เพิ่มขึ้นจาก 111%
  • ผู้บริหารมีเป้าสินเชื่อปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 10% แตะ 4.5 หมื่นลบ. (ปลายมิ.ย. สินเชื่อ +11.7% YoY) แนวโน้มครึ่งปีหลังยังเติบโตดีต่อ โดยยังรักษาการเติบโตและอัตราการกำไรให้ใกล้เคียงเดิม จากผลบวกมาตรการคุมเข้มน้ำหนักบรรทุกเกิน การกำหนดอายุใช้งานรถบรรทุก และแนวโน้มการขยายตัวของภาคขนส่ง หนุนให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสั่งซื้อรถบรรทุกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ THANI เป็นเจ้าตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง และเป็น 1 ใน 5 ผู้นำตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกใหม่ จึงได้ประโยชน์จากทิศทางการเติบโตดังกล่าว
  •  ความเห็น ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อ THANI ในฐานะหุ้น SET100 ที่มีอัตราการเติบโตดี และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ Bloomberg Consensus คาดกำไรปี 61 ที่ 1,531 ลบ. +36% YoY  IAA consensus คาด yield เฉลี่ย 3.6% ต่อปี ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER 19x ต่ำกว่ากลุ่มที่ระดับ 20x แม้ PBV 3.9x สูงกว่ากลุ่มที่ 2.7x แต่ราคาหุ้น -10%YTD แนะนำ “ซื้อ”

หุ้นมีข่าว   

·      SQ Analyst Meeting (ราคาปิด 2.66 ราคาเหมาะสมBloomberg Consensus 4.3)

·      คาด 2Q61 อัตรากำไรขั้นต้นจะยังอ่อนตัว YoY จากเหตุการณ์ดินถล่มที่เหมืองแม่เมาะ 8 ในช่วงเดือนมี.ค. 61 ทำให้สายพานลำเรียงเสียหายบริษัทจึงใช้รถสิบล้อขนส่งแทนทำให้ค่าใช้จ่ายปรับตัวขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้น 1Q61 อยู่ที่ -19% จาก 54% ใน 1Q60

·       ปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งอุปกรณ์สายพานบนเส้นทางใหม่ แล้วเสร็จใน Q2 คาดจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาตั้งแต่ Q3 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง Q4 เนื่องจากใน Q3 เป็นฤดูฝนทำให้มีกำลังการผลิตลดลง อย่างไรก็ EGAT อาจชดเชยค่าเสียหายในรูปแบบของงานเพิ่มให้แก่บริษัท

·      Bloomberg Consensus คาดรายได้ปี 61 ที่ 3,910 ลบ. +24%YoY และกำไรสุทธิ ที่ 296 ลบ. -18%YoY เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดินถล่ม ส่วนในปี 62 คาดบริษัทจะกลับมาดำเนินงานปกติได้ตามแผน ส่งผลให้มีรายได้ 4,765 ลบ. +22%YoY กำไรสุทธิที่ 520 ลบ. +76%YoY

·      -RATCH โรงไฟฟ้าพลังน้ำ"เซเปียน-เซน้ำน้อย"(RATCH ถือหุ้น 25%) เกิดเหตุสันเขื่อนดินย่อยส่วน D แตก เนื่องจากปริมาณน้ำมากเกินกำหนด หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มวลน้ำราว 600 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่คาดว่าจะยัง COD ได้ตามกำหนด ก.พ.62

·      • ความเห็น เรามองเป็นประเด็นลบแม้ว่า RATCH มีกำลังการผลิต 6,624 MW ขณะที่โครงการเซเปียน-เซน้ำน้อยมีกำลังการผลิตที่เป็นของ RATCH ประมาณ 102.5 MW และเป็นโครงการในอนาคตที่จะ COD ในปี 2019 ทำให้ยังมีเวลาในการซ่อมแซม และคิดเป็นเพียง 1.5% ของกำลังการผลิตรวม อย่างไรก็ตามคาดว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและอาจมีค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจะส่งผลให้ต้นทุนในการก่อสร้างเพิ่มขึ้นและกระทบต่อ IRR ของโครงการดังกล่าวให้ปรับตัวลง

·      รฟท.เผยผลศึกษาไฮสปีดเทรน กท.-เชียงใหม่ยังไม่คุ้มลงทุน เหตุผู้โดยสารน้อยต้องหารายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์เพิ่ม

·      +AOT “BA” เจรจาพันธมิตร 3 ราย ผนึกกำลังแข่ง “คิง เพาเวอร์” ประมูลดิวตี้ฟรีที่สนามบินสุวรรณภูมิ(ที่มาข่าวหุ้น)   

·      -MINT ทริสเรทติ้ง ปรับลดอันดับเครดิต MINT เหลือ “A” ส่อแบกภาระหนี้สูง จากแผนซื้อหุ้น “NH Hotel Group” แต่ยังให้แนวโน้มStable” เชื่อพื้นฐานธุรกิจโรงแรม-อาหารยังคงแข็งแกร่ง

·      +TCAP จะใช้เงินไม่เกิน 1 พันลบ. ซื้อหุ้นคืนจากตลท.ไม่เกิน 79.3 ล้านหุ้น เริ่ม 8 ส.ค.61 - 7 ก.พ.62

·      SPA (ราคาปิด 14.8 ซื้อ ราคาเหมาะสม 19.2 ) ผู้บริหารแย้มผลงานไตรมาส 2/2561 สวย! เตรียมเปิดใหม่อีก 3 สาขาในไตรมาส 3/2561 มั่นใจรายได้ปีนี้โต 25% แตะ 1,000 ล้านบาท(ที่มา : ข่าวหุ้น)

·      ความเห็น : จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 2 เติบโตขึ้นถึง 9%YoY โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ SPA ที่เติบโตถึง 21%YoY คาดจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตเนื่องจาก SPA มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ คาดกำไรสุทธิ 2Q61 จะเติบโตราว 17%YoY สู่ 47 ลบ. และคาดกำไรปี 61 จะเติบโตราว 30% ที่  227 ลบ. จากสาขาที่จะเปิดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

·      DELTA (ราคาปิด 67.75 บาท Bloomberg Consensus 69.06 บาท) รายงานกำไรสุทธิ 2Q61 เติบโต 64.6%QoQ และ 31.6%YoY มาที่ 1.39 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งจากฐานที่ต่ำในงวด 2Q60 จากการมีค่าใช้จ่ายพิเศษกว่า 992 ล้านบาท และค่าเงินในงวด 1Q61 ที่ยังคงแข็งค่า อีกส่วนหนึ่งมาจากรายได้เติบ 6.9%YoY ตามการฟื้นตัวของ ศก.ยุโรปและอเมริกาเหนือ หนุนให้ยอดขายผลิตภัณฑ์หลัก อาทิ เพาเวอร์ซัพพลายรถยนต์ไฟฟ้า และเพาเวอร์ซัพพลายคอมพิวเตอร์และเครื่อข่าย (คิดเป็นสัดส่วนรายได้กว่า 30%) เติบโตถึง 15 – 20%

·      โดยรวมกำไรที่ออกมาดังกล่าว มากกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ราว 2.5% กอปรกับแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในงวด 3Q61 (QTD) กว่า 1.4% ที่ 33.35 บาทต่อ USD และเข้าใกล้การอ่อนค่าในเชิง YoY มากขึ้นทุกขณะที่ 33.45 บาทต่อ USD สะท้อนทิศทางอัตรากำไรขั้นต้นที่อาจจะฟื้นตัวแกร่งต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ ราคาหุ้นสะท้อนเชื่อว่าสะท้อนประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว (MTD +23%) จึงแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการ “เก็งกำไรระยะสั้น”