วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส สัปดาห์นี้เคลื่อนไหว 65-70 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล

ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 65 -70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 74 -79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 61) ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากอุปทานน้ำมันดิบของโลกมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและเวเนซุเอลา ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงหนุนจากโอเปกที่ยังคงปรับลดกำลังผลิตในระดับสูง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังของประเทศพัฒนาแล้วปรับลดลงมาใกล้ค่าเฉลี่ย 5 ปี อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้น หลังโอเปกกังวลว่าอุปทานน้ำมันดิบโลกอาจตึงตัวมากเกินไป โดยจะมีการพิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 22 มิ.ย.นี้ นอกจากนั้น กำลังการผลิตของสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะระดับเหนือ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงขยับตัวอยู่ในกรอบที่จำกัด

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

  • ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศเวเนซุเอลาคาดจะปรับลดลงต่อเนื่อง หลังการเลือกประธานาธิบดีในวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Nicolas Maduro ยังสามารถครองชัยชนะต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ได้ ส่งผลให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและห้ามการซื้อขายน้ำมันดิบกับเวเนซุเอลา โดยมาตรการดังกล่าวทำให้เวเนซุเอลาไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องและอาจปรับลดลงถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปีนี้ โดยปริมาณการผลิตล่าสุดปรับลดลงกว่า 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากต้นปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • การผลิตน้ำมันดิบในประเทศอิหร่านมีแนวโน้มปรับลดลงกว่า 3 – 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์และประกาศบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัวเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยุโรปได้ประกาศมาตรการ “Blocking Statute” เพื่อปกป้องบริษัทยุโรปที่ได้ลงทุนในอิหร่านและอาจได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ และยังเป็นการปกป้องให้อิหร่านได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรอย่างจำกัด เนื่องจากบริษัทยุโรปยังคงลงทุนในอิหร่านได้อยู่ มาตรการนี้มีขึ้นโดยพยายามที่จะรักษาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านไว้
  • จับตาการประชุมของผู้ผลิตกลุ่มโอเปกว่าจะมีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับอุปทานที่ตึงตัวหรือไม่ หลัง ปริมาณน้ำมันคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปรับลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ระดับเหนือค่าเฉลี่ย 5 ปี เพียงแค่ 9 ล้านบาร์เรล จากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 166 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงอุปทานที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นจากเวเนซุเอลาที่กำลังการผลิตปรับลดลงต่อเนื่อง และอิหร่านที่เผชิญกับการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะที่อุปสงค์น้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกและคาดว่าจะแตะระดับ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
  • การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบทะยานสูงขึ้นเหนือระดับต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ผลิตเพิ่มการขุดเจาะและผลิตน้ำมันขึ้นต่อเนื่องมาสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี นำโดยการเติบโตของผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย. โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวันและคาดจะแตะระดับ 11.0 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในไตรมาส 4 ของปีนี้
  • ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐฯ คาดจะปรับลดลง ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันของโรงกลั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการขับขี่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบสำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 พ.ค. ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากสัปดาห์ก่อนหน้ามาอยู่ที่ร้อยละ 91.8 หรือประมาณ 17.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตยูโรโซน (Markit PMI) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซน การบริโภคส่วนบุคคลและการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ