วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไทยเบฟฯ' รุกนอนแอลกอฮอล์

"ไทยเบฟฯ" รุกนอนแอลกอฮอล์ ทุ่มหมื่นล้านซื้อ “เคเอฟซี”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งดีลใหญ่ของปีนี้ก็ว่าได้หลังจากที่กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประกาศเข้าซื้อกิจการไก่ทอดแบรนด์ดังอย่าง “เคเอฟซี” ในประเทศไทย จำนวนกว่า 240 สาขา จากกลุ่มยัม เรสเตอรองท์ ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 11,300 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจร้านอาหารให้กับทางไทยเบฟฯ และจากเครือข่ายของเคเอฟซีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศก็จะช่วยทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้เห็นเทรนด์ของตลาดและเข้าใจความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยปัจจุบัน “เคเอฟซี” มีสาขาในประเทศไทยทั้งหมดกว่า 500 สาขา แบ่งเป็นของยัม เรสเตอรองท์ ประเทศไทย 240 สาขา, กลุ่มซีอาร์จี ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ปกว่า 200 สาขา ส่วนที่เหลือเป็นการขายสิทธิในรูปแบบแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มเรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ 130 สาขา ซึ่งมีการตั้งเป้าว่าจะมีการขยายสาขาเคเอฟซีในประเทศไทยเพิ่มเป็น 800 สาขา ภายในปี 2563

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์กันแล้วการเข้าซื้อกิจการเคเอฟซีในครั้งนี้ก็เป็นไปตามแผนวิชั่น 2020 ของเครือไทยเบฟฯที่ได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2557 โดยทางกลุ่มตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดและมีผลกำไรสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2563 รวมทั้งต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็น 50% ของรายได้ทั้งหมด

“ไทยเบฟฯ มีเป้าหมายที่ชัดเจนตามวิชั่น 2020 ที่ประกาศไปแล้วว่าจะเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคอาเซียนให้ได้ มีการผลักดันในทุกกลุ่มสินค้า วางเป้าหมายรายได้ต้องเติบโตปีละ 12-16% และภายในปี 2020 จะมีรายได้ 300,000 ล้านบาท” นายฐาปน สิริวัฒนภัคดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ

ซึ่งตามแผนวิชั่น 2020 กลุ่มไทยเบฟฯจะมีการใช้งบลงทุนเฉลี่ยปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเดินหน้าขยายตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม เมียนมาร์ และฟิลิปปินส์ ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ก็จะเน้นไปที่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรง หลังคนไทยหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยมีสินค้าที่เป็นเรือธงก็คือน้ำดื่มคริสตัล ซึ่งตลาดน้ำดื่มถือว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยบริษัทวางแผนที่จะเปิดโรงงานผลิตน้ำดื่มอีก 5 โรง ในบริเวณที่คริสตัลเป็นเจ้าตลาด รวมทั้งการเดินหน้าขยายตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 100 พลัส

หากย้อนกลับไปดูไทยเบฟฯเลือกใช้กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ด้วยการเดินหน้าเข้าซื้อกิจการไปว่าจะเป็นเครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เมื่อปี 2551 ต่อด้วยการทุ่มงบลงทุนกว่า 6,400 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นบริษัท เสริมสุข จากกลุ่มเป๊ปซี โค เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายในการกระจายสินค้าและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ และต่อมาเมื่อปี 2557 ทางเสริมสุขได้มีการขายเครื่องหมายการค้าน้ำอัดลม “เอส” ให้กับไทยเบฟฯ มูลค่า 1,560 ล้านบาท เพื่อหวังเจาะตลาดภูมิภาคผ่านเครือข่ายของไทยเบฟฯ

ส่วนอีกหนึ่งดีลใหญ่ที่เรียกเสียงฮือฮาและถูกพูดถึงกันมากที่สุดก็คือการเข้าซื้อกิจการบริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ หรือ เอฟแอนด์เอ็น บริษัทเครื่องดื่ม, อสังหาริมทรัพย์และสิ่งพิมพ์จากสิงคโปร์ ด้วยมูลค่าสูงกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยเบฟฯในการขยายเครือข่ายธุรกิจไปทั่วโลกภายใต้แบรนด์สินค้าของเอฟแอนด์เอ็นที่มีอยู่มากมาย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่ไทยเบฟฯเลือกใช้ในการขยายธุรกิจนอนแอลกอฮอล์เพื่อหวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้มากขึ้น เนื่องจากบริษัทมองว่ากลุ่มเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์รวมทั้งธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและในแง่ของการทำการตลาดก็สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้ทุกเพศทุกวัย

อย่างไรก็ตามการแข่งขันก็ค่อนข้างรุนแรงด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีเจ้าตลาดรายใหญ่อยู่เยอะไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ที่ดูแลแบรนด์ร้านอาหารชั้นนำไม่ว่าจะเป็นเดอะพิซซ่า คอมปะนี, เบอร์เกอร์คิง, สเวนเซ่นส์, แดรี่ควีน ฯลฯ รวมทั้งกลุ่มซีอาร์จี ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารมากมายทั้งมิสเตอร์โดนัท, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง, โอโตยะ, โยชิโนยะ ฯลฯ

รวมถึงเคเอฟซีที่มีอยู่อีกกว่า 200 สาขา ซึ่งคงต้องรอดูว่าเคเอฟซีภายใต้การบริหารงานของกลุ่มซีอาร์จีและกลุ่มไทยเบฟฯจะแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะว่าปัจจุบันเคเอฟซีขายเครื่องดื่มน้ำมันลมของ “เป๊ปซี่” ส่วนไทยเบฟฯก็เป็นเจ้าของแบรนด์ “เอส” ก็มีความเป็นไปได้ที่ไทยเบฟฯจะนำ “เอส” ไปขายแทน “เป๊ปซี่” ในร้านเคเอฟซี 240 สาขาที่เพิ่งซื้อมาจากกลุ่มของยัม เรสเตอรองท์ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ในเครือข่ายของไทยเบฟฯที่อาจจะนำไปวางจำหน่ายในร้านเคเอฟซีได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้วคงต้องรอดูว่าการสยายปีกด้วยการรุกเดินหน้าเข้าซื้อกิจการในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของกลุ่มไทยเบฟฯจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา