วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ฟู้ดอินกรีเดียนท์’ชูนวัตกรรมปั้นรายได้

ขณะที่ไทยเผชิญสถานการณ์พืชผลทางเกษตรราคาตกต่ำ แต่คาดการณ์ว่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยในปีนี้ ยังมีมูลค่ารวมกว่า 9 แสนล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารคาดว่ามีการเติบโตราว 8%

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) ในฐานะผู้จัดงาน “ฟู้ดอินกรีเดียนท์เอเชีย 2017” งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มระดับเอเชีย เปิดเผยว่า แม้ว่าจะยังรักษาระดับการเติบโตได้ แต่ประเด็นที่น่าจับตามองคือการพัฒนาเชิง “นวัตกรรม” เพื่อช่วยยกระดับรายได้ของการส่งออกอาหารที่เกษตรกรไทยยัง “เข้าไม่ถึง”

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยยังคงติดกับดักการขายในเชิงปริมาณ ขณะที่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่าง “สิงคโปร์” มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงนวัตกรรมลงลึกอย่างชัดเจน เป็นผลทำให้เกิดการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก แต่ขณะเดียวกันประเทศดาวรุ่งอย่าง “เวียดนาม” ก็เริ่มมีการพัฒนาการสินค้าในเชิง Commodity ที่เน้นเชิงปริมาณ ตีตื้นแข่งกับไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยอาศัยความได้เปรียบเรื่องการเปิดตัวเองเป็นฐานการผลิตของจีนและไต้หวัน

โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบัน ตลาดส่งออกของไทยหลักเริ่มเคลื่อนสู่ “อาเซียน” ซึ่งทุกประเทศต่างมีฐานการผลิตวัตถุดิบและสินค้าเกษตรที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้เกษตรกรของไทยหันมาใช้นวัตกรรม หรือเข้าถึงนวัตกรรมมาก เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการขายในเชิง Commodity ที่เน้นเชิงปริมาณ มาสู่การผลิตสินค้าอาหารที่ทำหน้าที่เฉพาะ (Functional Food) หรือมีความพิเศษเฉพาะด้านมากขึ้น

ทั้งนี้ในปี 2559 ตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) ครองอันดับ 1 ของตลาดส่งออกอาหารไทยที่สัดส่วน 15.2% แซงหน้าตลาดดั้งเดิมอย่างญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วน 13.9% นอกจากนั้นหากคิดเป็นภาพรวมตลาดอาเซียนทั้งหมด ยังสูงถึง 28.4% มากกว่าสหรัฐที่อยู่ในสัดส่วน 11.9% และสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ที่ 10% ปัจจัยที่สนับสนุนให้อาเซียนโดดเด่ด คือ การมีเศรษฐกิจที่เติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีที่จีดีพีขยายตัวถึง 6-7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของไทยมาก

“การเติบโตด้านรายได้ด้านการส่งออกอาหารไทย จะไม่หวือหวามาก เพราะสัดส่วนรายได้หลักยังมาจากการขาย Commodity ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการขยายพื้นที่จัดงานและมีผู้เข้าร่วมงานเทรดโชว์ด้านส่วนผสมอาหารมากขึ้น 25% แต่ยอดธุรกรรมต่อเนื่องที่อยู่ราว 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อการจัดงานแต่ละครั้ง โดยปีนี้การจัดงานในไทยประเมินว่าจะเติบโตไม่เกิน 10% ต่างจากอินโดนีเซีย ที่มีการขยายตัวที่น่าจับตามองมาก ทั้งการเป็นฐานการผลิต และมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่รองรับ”

การเติบโตของเพื่อนบ้านดังกล่าว ทำให้ยูบีเอ็ม เอเชีย ได้ขยายการจัดงานฟู้ดอินกรีเดียนท์เอเชีย เข้าไปจัดที่ประเทศดังกล่าวแล้ว 2 ปีต่อครั้งสลับกับไทย พร้อมกับได้ขยายการจัดงานเข้าไปยัง เวียดนาม ด้วยการแตกไลน์เจาะกลุ่มอาหารธรรมชาติและออร์แกนิค ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของอาหารโลกปัจจุบัน

รุ้งเพชร กล่าวว่า ประเทศไทยมีการวิจัยในเชิงนวัตกรรมจำนวนมาก แต่ภาคการเกษตรยังเข้าถึงได้ไม่มาก และขาดการใช้นวัตกรรมที่ต่อเนื่อง ดังนั้นภาครัฐจึงพยายามส่งเสริมผ่านกลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ซึ่งจะเข้าถึงแหล่งการผลิตในท้องถิ่นได้มากกว่า แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ การใช้นวัตกรรมจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเพื่อแก้ปัญหา เช่น เมื่อเกิดปัญหาเงาะราคาตกต่ำจึงมีหน่วยงานเข้าไปแก้ไข และขณะนี้ราคาอ้อยที่ลดลง ก็ทำให้เรียกความสนใจแก้ปัญหา แต่ยังไม่มีการคิดถึงภาพรวมทั้งระบบเท่าที่ควร

ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงเห็นได้ว่าไทยจึงอยู่ในฐานะที่ “เสียโอกาส” ในการนำ “สิ่งที่เหลือจากภาคการผลิต” มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการแปรรูปเป็น “ส่วนผสมอาหาร” ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก เช่น รำข้าว ที่เกษตรกรนำไปเป็นอาหารสัตว์ราคาต่ำ แต่ประเทศอื่นๆ สามารถนำไปพัฒนาผลิตเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น แคปซูลเสริมสุขภาพ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 800-900 บาท หรือกระทั่งเปลือกกุ้ง ที่ในทางวิทยาศาสตร์มีการทดลอง เพื่อนำมาผลิตเป็นสารให้สีในอาหารได้

“ไทยยังมีการผลิตส่วนประกอบอาหารได้น้อยมาก สังเกตจากผู้ที่มาออกงานส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตจากต่างประเทศที่เห็นโอกาสในตลาดเอเชียตรงนี้ ดังนั้น ในระยะยาวหากมีการปิดจุดอ่อนตรงนี้ด้วยการนำเทคโนโลยีอาหารมาใช้ ก็จะเป็นช่องทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาได้ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนกว่า 30% ยังต้องการความรู้เรื่องช่องทางการส่งออกไปต่างประเทศ การปรับตัวให้เข้าระบบควบคุมมาตรฐานที่จำเป็นต่างๆ ในอุตสาหกรรมอาหาร”

รุ้งเพชร กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชน พยายามรวบรวม “ผู้ผลิตในไทย” เข้ามาให้ได้มากที่สุด โดยมีจำนวนกว่า 30 ราย และเปิดโอกาสให้เห็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะมีผลในการยกระดับรายได้ ซึ่งได้เริ่มการแสดงเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมมาตั้งแต่ปี 2556 และไฮไลท์ในการจัดงานปีนี้ ระหว่างวันที่ 13-15 ก.ย.ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา จะจัด “อินโนเวชั่น โซน” พร้อมจัดประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ และมีการจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ ในหัวข้อการพัฒนานวัตกรรมส่วนผสมอาหารสำหรับสังคมผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

ในปีนี้ มีผู้ตอบรับเข้าร่วมแสดงงานแล้วกว่า 700 ราย จาก 56 ประเทศทั่วโลก และคาดหวังผู้เข้าชมงานกว่า 17,000 ราย โดยมีประเทศที่เข้าร่วมจำนวนมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และจีน

ปัจจุบันยูบีเอ็ม มีงานแสดงสินค้าในไทย 6 งาน นอกจากนั้นยังขยายโปรไฟล์ไปเปิดตลาดที่ เวียดนาม และอินโดนีเซียด้วย โดยยังประเมินว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “อาหาร” ยังเป็นอนาคตที่เติบโตได้ดี โดยจะมีการเจาะจงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่อาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น งานด้านบรรจุภัณฑ์, งานอาหารและเครื่องดื่มสำหรับโรงแรมและบริการ เป็นต้น โดยเฉพาะเทรดโชว์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในสายต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น วัตถุดิบและการแปรรูป เป็นต้น