เกียรตินาคินสั่ง "คุมหนี้เสีย" ปีนี้ 5.2% เล็งตัดขายบางส่วนออก ยืนเป้าสินเชื่อโต 5%
เกียรตินาคินภัทร คงเป้าสินเชื่อปีนี้โต 5% เน้นคุมหนี้เสียไม่เกิน 5.2% ผ่านพอร์ตสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อบรรษัท ขณะครึ่งปีแรก เอ็นพีแอล ยังเกินเป้าเล็กน้อย ด้านพอร์ตลูกค้าบุคคลล่าสุดโตทะลุ 4 แสนล้าน
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีทิศทางดีขึ้นบ้าง แต่ยังมีปัจจัยจับตามอง 3 เรื่อง ได้แก่ รายได้เกษตรเริ่มชะลอตัวลงจากราคาสินเชื่อเกษตรที่เริ่มปรับลดลง โดยเฉพาะยางและปาล์มน้ำมัน อาจทำให้การบริโภคในระยะต่อไปชะลอตัวลง ถัดมาคืออัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การลงทุนเอกชนไม่น่าปรับขึ้นได้เร็วนัก และภาคการส่งออกอาจชะลอตัวลงในระยะต่อไปจากราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงตามแนวโน้มราคาน้ำมันโลก และการแข็งค่าของเงินบาทที่จะกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกในรูปเงินบาท
ธนาคารยังคงเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้โต 5% จากช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 4.1% ถึงแม้ว่าสินเชื่อบางกลุ่มอาจเติบโตลดลงบ้างรวมถึงสินเชื่อรายย่อยแข่งขันสูง และหากเศรษฐกิจยังไม่เติบโตอย่างที่คาดไว้ แต่ธนาคารจะพยายามผลักดันให้ตามเป้า
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้ ธนาคารพยายามบริหารจัดการไม่ให้เกิน 5.2% แม้ช่วงครึ่งปีแรกยังเกินเป้าเล็กน้อยอยู่ที่ 5.8% ก็ตาม โดยธนาคารมีทีมจัดการหนี้และช่วยเหลือของปีนี้อาจจะมีการขายหนี้เสียออกอีกบางส่วนเท่านั้น จากช่วงที่ผ่านมามีการขายหนี้ออกไปประมาณ 400 ล้านบาท
รวมถึงการตั้งสำรองหนี้เสียในช่วงไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ธนาคารคาดว่า ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสก่อนหน้าหรืออาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยครึ่งแรกปีนี้การตั้งสำรองฯ ดังกล่าวของธนาคารอยู่ที่ 185% ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ และมีอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 104.6%
สำหรับรายได้และกำไรของกลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร ในปีนี้ยังคงมาจากธุรกิจทั้ง 3 ส่วนคือธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจไพรเวทเวลธ์ และธุรกิจโฮลด์เซลล์ ที่มีการกระจายตัวที่ดี แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจสินเชื่อยังคงเป็นตัวหลัก
ส่วนแผนดำเนินงานครึ่งปีหลัง ธนาคารยังคงรักษาการเติบโตให้ได้ตามเป้า ผ่านพอร์ตสินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อบรรษัท โดยรุกตลาดสินเชื่อรายย่อย ผ่านสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อ KK SME รถคูณ 3 ที่ขยายตัวสูงในช่วงที่ผ่านมาจากการทำงานเข้มข้นของเครือข่ายสาขาและสายงานช่องทางการตลาด พัฒนาฐานลูกค้า ปัจจุบันสินเชื่อเช่าซื้อลดลงเหลือ 54% จากที่ผ่านมาอยู่ที่ 70%
ทางด้านสินเชื่อบรรษัท ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีดีลที่สำคัญอยู่ในแผนอีกประมาณ 4-5 ดีลต่อเนื่องถึงปีหน้า คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะมีเม็ดเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าบรรษัท 10,000 กว่าล้านบาท และรายย่อยอีกเฉลี่ยเดือนละ 4,000 ล้านบาท จากที่ผ่านมามีการเสนอขายหุ้น IPO เช่น บมจ.โกลบอลกรีนเคทิคอลและบมจ.บี กริม เพาเวอร์ เป็นต้น
สำหรับการเพิ่มยอดสินทรัพย์ของลูกค้าภายใต้การบริหาร (Asset under Advice) ของธุรกิจลูกค้าบุคคล ล่าสุดเพิ่มแตะระดับ 403,000 ล้านบาท (ไม่รวมเงินฝาก) โดยมียอดเงินลงทุนใหม่กว่า 22,000 ล้านบาท และล่าสุดร่วมกับ บล. ภัทร ได้เปิดบริการใหม่ Global Investment Service (GIS) ซึ่งเป็นการให้บริการลงทุนต่างประเทศ สำหรับกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง โดย เพิ่มโอกาสการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
ส่วนของบลจ. ภัทร มีการเติบโตที่ดีทั้งในส่วนของกองทุนรวม และกองทุนส่วนบุคคล โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของกองทุนกว่า 56,000 ล้านบาท มีกองทุนภายใต้การบริหาร 30 กองทุน แบ่งเป็นกองทุนรวม 27 กองทุนและกองทุนอสังหาฯ 3 กองทุน ส่วนกองทุนส่วนบุคคล มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารกว่า 15,600 ล้านบาท เติบโตกว่า 50% จากสิ้นปีก่อน
“ครึ่งปีหลังเรายังคงรักษาแผนเดิม แต่ก็ยังต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วและคู่แข่งก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน แต่เรายังคงความสามารถในการปรับตัว ด้านการต่อยอดลงทุนพัฒนาระบบคอลล์แบงกิ้งคาดว่าช่วงครึ่งหลังของปีหน้าจะแล้วเสร็จสนับสนุนการพัฒนาบริการที่หลากหลายในทุกมิติของกลุ่มได้”









