เสียงสะท้อน"เอกชน" คุมเข้มบัตร รายได้ลด-สินเชื่อชะลอ
ประเด็นการควบคุมการปล่อยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แบบไม่มีหลักประกัน แบงก์ชาติคลอดออกมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเน้นไปที่ผู้มีปัญหาก่อหนี้เกินตัว คือพูดง่ายคนที่มีรายได้น้อยแต่ใช้จ่ายเยอะ
ต้องบอกว่าที่มาทีไปของเกณฑ์ที่ออกมา ก็มาจากการเก็บตัวเลขหนี้ของแบงก์ชาติ หลังจากที่พบว่าตัวเลขหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน่าตกใจ คือ 80% ของ จีดีพี และจากข้อมูลตัวเลขที่พบก็น่าตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะกลุ่มที่เป็นหนี้เยอะคือกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน ดังนั้น เกณฑ์ที่ประกาศแบงก์ชาติ จึงต้องกำหนดจากเพดานเงินเดือน ในการกำหนดวงเงินสินเชื่อบุคคล และวงเงินบัตรเครดิต ว่า แบงก์ หรือสถาบันการเงินควรปล่อยวงเงินได้เท่าไร
เกณฑ์ที่แบงก์ชาติประกาศออกมามี สองกลุ่ม กลุ่มแรก บัตรเครดิต เดิมกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ ปรับใหม่ให้เป็นไปตามขั้นของรายได้ ตั้งแต่รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ หากรายได้เกิน 30,000 บาท ไม่ถึง 50,000 บาท วงเงินไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ ส่วนผู้ที่มีรายได้เกิน 50,000 บาทขึ้นไป ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวใช้เฉพาะลูกค้าใหม่
ขณะเดียวกัน ยังปรับการคิดอัตราดอกเบี้ยปรับกับลูกค้าบัตรเครดิตทั้งเก่า และใหม่ จากที่สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยที่ 20% ลดลงมา 18% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนของผู้ประกอบการที่ลดลงเช่นเดียวกัน
ส่วนเกณฑ์ขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน ใช้เกณฑ์ดูจากเงินเดือนเช่นเดียวกัน จากเดิมไม่กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ และให้วงเงินถึง 5 เท่าของรายได้ ต้องดูรายได้ขั้นต่ำไม่ถึง 30,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้
หากรายได้มากกว่า 30,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ จะใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับลูกค้ารายใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งหมดล้วนจะมีเวลาให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวเพื่อจะใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560
แนวทางที่ แบงก์ชาติได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเป็นไปตามที่คาดการณ์ ว่าพุ่งเป้ามายังกลุ่มฐานลูกค้าใหม่ เป็นหลัก ซึ่งทำให้ในครึ่งปีหลังธุรกิจให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวได้ลำบากมากขึ้น กำไรที่เคยสูงต้องได้รับผลกระทบ การแข่งขันเพื่อชิงลูกค้าที่มีคุณภาพมีให้เห็นแน่นอน
หนึ่งในผู้ให้บริการทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ถูกมองว่าได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากส่วนต่างกำไรดอกเบี้ย (NIM) จะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 14% ด้วยฐานลูกค้า 3 ล้านบัญชี เป็นลูกค้าบัตรเครดิต 2.1 ล้านบัญชี ส่วน สินเชื่อส่วนบุคคลมีอยู่ 8.5 แสนบัญชี
โดยมีปริมาณการใช้จ่ายเติบโต 7.2% สวนทางกับอุตสาหกรรมโตเพียง 2 .7% และพอร์ตลูกหนี้ที่มี 67,228 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากบัตรเครดิต 44,339 ล้านบาท สินเชื่อส่วนบุคคล 22,409 ล้านบาท ซึ่งในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาโชว์ฟอร์มการเติบโตดีทุกตัวเลข แม้แต่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อัตราลดลงอยู่ที่ 1.57% จนทำให้กำไรครึ่งปีแรก 1,519 ล้านบาท
แผนการรับมือกับครึ่งปีหลัง ’ชุติเดช ชยุติ‘ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานคอร์ปอเรทไฟแนนซ์ KTC กล่าวกับ MONEY WISE ว่าการลดดอกเบี้ยเหลือ 18% มีผลกระทบมากกว่าการกำหนดเพดานรายได้ปล่อยบัตรเครดิตและสินเชื่อ เพราะครอบคลุมลูกค้าเก่าและใหม่หมด
ขณะเดียวกัน การขยายพอร์ตสินเชื่อช้าลงไม่เติบโตสูงเหมือนเมื่อก่อน เพราะตามเกณฑ์ที่ออกมาต้องการจำกัดวงเงินลูกค้าให้น้อยลง แต่ข้อดีคือจะมีค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองน้อยลงไปด้วย จากการประเมินมีผลต่อรายได้รวมทั้งปีของบริษัทประมาณ 3% ส่วนผลกระทบในระยะยาวมากกว่านั้นคงต้องรอดูคู่แข่งขัน และภาวะที่เกิดขึ้นกับตลาดหลังเริ่มใช้เกณฑ์ใหม่จะเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ครึ่งปีแรกบริษัทมีผลประกอบการที่ดี ทำให้ยังมั่นใจกับเป้าหมายที่วางไว้ กำไรจะขยายตัว 10% การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ 13% และไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบลงทุนเพิ่มเติมเพราะมีเม็ดเงินเหลือเพียงพอจากครึ่งปีแรก ส่วนจะใช้กลยุทธ์อย่างไรเพื่อดึงลูกค้าคุณภาพดีเข้ามา หรือ กระตุ้นปริมาณการใช้จ่ายขอเก็บไม้ตายไว้ก่อน หากบอกก่อนเสียเปรียบคู่แข่งขัน
จากการประเมินจากผู้บริหาร KTC ตัวเลขค่อนข้างสวนทางกับโบรกเกอร์ที่หั่นตัวเลขคาดการณ์ของปี 2560-2561 ลงอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป เชื่อว่าเกณฑ์ใหม่กระทบความสามารถขยายพอร์ตสินเชื่อ กรณีแย่ที่สุด กำไรปี นี้ลดลง 7% ปีหน้าลดลง 18% ราคาเป้าหมายปีนี้ 137 บาท ลงมาอยู่ที่ 129 บาท
เห็นตัวเลขหั่นกระจายของโบรกเกอร์แบบนี้ น่าหนักใจแทนผู้บริหารซะแล้ว ว่าจะเข็นตัวเลขเป็นไปตามเป้าได้แค่ไหน ท่ามกลาง ภาวะอุตสาหกรรมที่ชะลอชัดเจน








