คาดโบรกรีเทล "ขาดทุน" รายใหญ่หยุดเทรดหุ้น
บล.เคจีไอประเมินโบรกเกอร์เน้นลูกค้ารายบุคคลรอดยาก หวั่นปีนี้แบกขาดทุนหลังนักลงทุนรายใหญ่หยุดเทรดหุ้น ขณะที่อุตสาหกรรมแข่งดุ เคจีไอแนะเร่งปรับตัวโดยเฉพาะโบรกที่มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำกว่า 2% หวังครึ่งปีหลังมูลค่าการซื้อขายฟื้นตัว
นายสมชาย กาญจนเพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการแข่งขันของช่วงครึ่งปีหลังจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งด้านราคาท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเบาบาง ทำให้โบรกเกอร์ไทยที่มีขนาดเล็กอาจอยู่รอดลำบาก
“ภาวะตลาดปัจจุบันต้องยอมรับว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่เน้นกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลจะลำบากมากขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นแกว่งตัวในกรอบแคบ ทำให้นักลงทุนรายย่อยหยุดเทรด ส่งผลกระทบให้สัดส่วนการซื้อขายขายของนักลงทุนรายย่อยปรับตัวลดลงไปมาก และบางวันมีสัดส่วนไม่ถึง 30 % ของนักลงทุนทั้งหมด ผลดังกล่าวอาจทำให้โบรกเกอร์ที่เน้นรายย่อยกว่าครึ่งอาจขาดทุน”
การแข่งขันของบริษัทหลักทรัพย์มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยรูปแบบการแข่งขันเน้นแย่งชิงตัวลูกค้าโดยตรง ต่างจากรอบก่อนที่แย่งชิงตัวเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมมากกว่า โดยการใช้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเครื่องมือ และหากวิเคราะห์จะพบว่า การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวผู้แย่งชิงจะไม่ได้รับประโยชน์ในแง่กำไร แต่จะส่งผลกระทบกับผู้ที่สูญเสียลูกค้าให้ต้องปรับลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ไปด้วย ซึ่งทิศทางอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 0.10 % ปรับตัวลดลงจากปัจจุบันที่ 0.13%
ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสิ้น 38 บริษัท กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจะเป็นกลุ่มที่มีส่วนแบ่งทางการต่ำกว่า 2 % และเป็นบริษัทหลักทรัพย์ภายในประเทศ มีฐานทุนต่ำจะได้รับผลกระทบ ซึ่งบางรายหากได้รับผลกระทบมากๆ อาจต้องหาทางรอด ทั้งการควบรวมกิจการ การเพิ่มทุน หรืออาจต้องขายบริษัทออกไป
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะเข้ามาให้บริการในไทย หลายบริษัทชะลอแผนออกไปซึ่งเป็นผลจากมูลค่าการซื้อขายที่ปรับตัวลดลง ส่วนโบรกเกอร์ออนไลน์ที่คาดว่าจะเข้ามาให้บริการในปีนี้ ซึ่งกลยุทธ์ก็คาดว่าน่าจะใช้ในเรื่องการลดราคาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายครึ่งปีหลัง น่าจะฟื้นตัวขึ้น
นายไพโรจน์ เหลืองเถลิงพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพของมูลค่าการซื้อขายที่ปรับตัวลดลงไป กระทบกับธุรกิจของบริษัทบ้าง เนื่องที่จะมีรายได้จากอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ลดลงไปด้วย ครึ่งปีหลัง บริษัทมองว่ามูลค่าการซื้อขายน่าจะฟื้นตัวได้ จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ของบริษัท จะหันไปพึ่งพิงรายได้ในด้านอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในกลุ่มบริษัทไอร่า ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีทิศทางที่ดี และหากมูลค่าการซื้อขายฟื้นตัวจะช่วยให้บริษัทกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง









