ถึงเวลาเก็บเกี่ยวกำไร หันไปลงทุน BPP
ประเด็นการลงทุน
การปรับขึ้นค่า Ft ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจไฟฟ้า SPP เป็นอย่างมากและค่า Ft ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงปรับประมาณการกำไรของ GPSC และราคาเป้าหมายขึ้น หากแต่ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น 19% หลังจากที่เราเปลี่ยน คำแนะนำเป็น “ซื้อ” ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้สะท้อนข่าวการขึ้นค่า Ft ไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งปรับเพิ่มขึ้นเหนือราคาเป้าหมายของเรา (ปัจจุบัน GPSC ซื้อขายอยู่ในระดับค่า PER ปี 2560 อยู่ที่ 18.7 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว) เราจึงมองว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการรับรู้กำไรจาก GPSC หรือหันไปลงทุนหุ้นโรงไฟฟ้าตัวอื่นที่มีแนวโน้มกำไรในระยะสั้นที่เติบโตแข็งแกร่งกว่า ทั้งนี้เราจึงปรับลดคำแนะนำของ GPSC จาก ซื้อ เป็น ถือ ทั้งนี้หากมองในกลุ่มโรงไฟฟ้า เราชื่นชอบ BPP มากที่สุดเนื่องจากแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/60 เติบโตโดดเด่น รวมทั้งบริษัทน่าจะจ่ายเงินปันผลที่น่าพอใจ และปัจจุบันราคา BPP ซื้อขายในระดับ PER ที่ต่ำกว่าเพียง 17.4 เท่า
การปรับค่า Ft หนุนกำไรผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP ...
วันที่ 12 มิ.ย. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประกาศการปรับเพิ่มค่า Ft 8.87 สตางค์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง สำหรับค่าไฟช่วงเดือน ก.ย.- ธ.ค. 2560 (เพิ่มขึ้น 2.5% จากช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค.) ซึ่งมากกว่าที่เคยกล่าว ไว้ที่ระหว่าง 7-8 สตางค์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และหนุนมุมมองเชิงบวกของเราแก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP เนื่องจากราคาขายไฟฟ้าต่อลูกค้า
อุตสาหกรรมของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP อ้างอิงกับราคา กฟภ. (ซึ่งรวมค่า Ft อยู่ในสูตร) หากมองไปข้างหน้า เราคาดว่าโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น และการเลื่อนกำหนดการ การจ่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าถ่านหินน่าจะทำให้ค่า Ft ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นเราจึงมองธุรกิจ SPP ยังน่าตื่นเต้นอยู่
...แต่กำไรของ GPSC ที่ปรับเพิ่มขึ้น ยังไม่เพียงพอที่จะแนะนำซื้อ
แม้ว่าค่า Ft ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เราปรับประมาณการกำไร GPSC ขึ้น 1.6% มาอยู่ที่ 3,164 ล้านบาท สำหรับปี 2560 และ 1.6% สำหรับกำไรระยะยาว ส่งผลให้ ราคาเป้าหมายของเราที่อ้างอิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ปรับเพิ่มขึ้น 1.3% มาอยู่ที่ 38.50 บาท (จากเดิมอยู่ที่ 38 บาท) หากแต่ราคาหุ้น GPSC ได้ปรับตัวสูงกว่าราคาเป้าหมายที่เราปรับเพิ่มไป
แล้ว นอกจากนี้การขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าอิชิโนะเซะกิ เฟส 2 (ขนาด 15 เมกกะวัตต์ที่ประเทศญี่ปุ่น) จะเพิ่มมูลค่าแก่หุ้นเพียงแค่ 0.14 บาทต่อหุ้น ขณะที่เรามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะนำการเข้าซื้อกิจการ SPP ขนาด 100+ เมกกะวัตต์ ที่ยังอยู่ภายใต้การเจรจา มารวมในราคาหุ้นเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ตามเรามองราคาหุ้นคงไม่ปรับตัวลงแรง เนื่องจากแนวโน้มกำไรของ GPSC ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีกว่าหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่ม
หันมาเล่น BPP ที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/60 และปันผลระหว่างกาลโดดเด่น
ช่วงกำไรไตรมาส 2/60 รวมทั้งปันผลระหว่างกาลกำลังใกล้เข้ามา เราคาดว่าตลาดจะจับตามองหุ้นที่มีกำไรดีที่สุด โดยเราชื่นชอบ BPP มากที่สุดในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเรา เนื่องจากกำไรสุทธิในไตรมาส 2/60 มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 21% YoY และ 54% QoQ หนุนโดยการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีน ขนาดรวม 140 เมกกะวัตต์เป็นไตรมาสแรก และผลการดำเนินงานของโรงงานไฟฟ้าหงสาในประเทศลาวที่มีแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้เราคาดว่า BPP จะจ่ายปันผลระหว่างกาลต่อหุ้นอยู่ที่ 0.43 บาท (อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.70% สูงกว่า GPSC 1.15%) อิงนโยบายบริษัทในการจ่ายปันผลขั้นต่ำที่ 50% ของกำไรสุทธิ







