ราคาน้ำมันดิบเผชิญกับแรงกดดันต่อเนื่องจากภาวะอุปทานล้นตลาดที่คาดจะยังไม่คลี่คลายในเร็วนี้
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 44-49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 46-51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (17 – 21 ก.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดจะเผชิญกับแรงกดดันต่อเนื่องจากความกังวลต่อปัญหาอุปทานล้นตลาด หลังปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรีย ลิเบีย คาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังความไม่สงบในประเทศคลี่คลายลงส่งผลให้ปริมาณการผลิตของไนจีเรียและลิเบียเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 และ 4 ปี ตามลำดับ นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงกดดันจาก ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขุดเจาะน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่มีแนวโน้มปรับลดลง จากโรงกลั่นที่ยังคงกำลังการกลั่นในระดับสูงต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียและลิเบียคาดจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศคลี่คลายลง จากรายงานล่าสุดของโอเปคในเดือน ก.ค. 60 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้าที่ประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ปริมาณการผลิตของลิเบียปรับเพิ่มขึ้นราว 127,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 0.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคทั้ง 14 ประเทศปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 32.61 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี เกิดสถานการณ์ความไม่แน่นอนของปริมาณการผลิต หลังบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในไนจีเรียได้ประกาศเหตุสุดวิสัยในการส่งออกน้ำมันดิบ Bonny Light ซึ่งกำหนดจะส่งออก 164,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน กค. 60 และ 226,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน สค. 60 โดยมีสาเหตุมาจากการปิดซ่อมบำรุงท่อส่งน้ำมัน
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังผู้ผลิตเพิ่มปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดย Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 14 ก.ค. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 2 แท่น มาอยู่ที่ 765 แท่น โดยกว่า 2 ใน 3 ของการปรับเพิ่มขึ้นมาจากแหล่ง Permian ทั้งนี้จากผลของการขุดเจาะที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) คาดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 9.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในปลายปีนี้
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดจะปรับลดลงต่อเนื่อง หลังโรงกลั่นในประเทศคงกำลังการกลั่นในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศและกลุ่มทวีปอเมริกาใต้และปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่คาดจะปรับลดลง โดยเฉพาะจากซาอุดิอาระเบียที่ปรับลดปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐ จากค่าเฉลี่ยเดิมที่ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 850,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ค. นี้ โดย EIA รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 ก.ค. 60 ปรับลดลง 7.6 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 495.30 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 2.9 ล้านบาร์เรล
- จับตาท่าทีผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคว่าจะมีการหารือถึงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบเพิ่มเติม เช่น การกำหนดเพดานการผลิตของไนจีเรียและลิเบียหรือไม่ในการประชุมวันที่ 24 ก.ค.นี้ หลังปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย. ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตเป้าหมายที่ระดับ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ ปริมาณการผลิตของลิเบียล่าสุดแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกลุ่มโอเปคคาดในการประชุมครั้งนี้จะยังไม่ได้มีการออกมาตรการใดเพิ่มเติมเพียงแต่เป็นการหารือถึงความร่วมมือเพิ่มเติมเท่านั้น
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกจีน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน GDP ไตรมาส 2/60 ของจีน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยูโรโซน
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 - 14 ก.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.31 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 46.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.20 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 48.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 46.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ รายงานโดย สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับลดลงราว 7.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งปรับลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบปรับลดลง ในขณะที่ อัตราการกลั่นของโรงกลั่นในสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น









