กลุ่มพลังงานถูกกดดันจากราคาน้ำมัน
แนวโน้มราคาน้ำมัน-ปรับตัวขึ้น – คาดราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นในกรอบ 42-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัญหา Oversupply จะหมดไปใน 2H60 โดยรายงานจาก EIA ระบุว่าอุปสงค์น้ำมัน 1Q60 อยู่ที่ 96.83 ล้านบาร์เรลต่อวัน (MB/D) เติบโต 1%YoY ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่อุปทาน 1Q60 อยู่ที่ระดับ 96.81 MB/D ปรับตัวลง 1.5%QoQ จากกลุ่มโอเปกผลิตน้ำมันลดลง 0.97 MB/D ตามข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต นอกจากนี้กลุ่มโอเปกจะมีการประชุมพร้อมกับลิเบียและไนจีเรียในวันที่ 24 ก.ค. นี้เพื่อหาแนวทางการปรับลดการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม ทำให้ตลาดน้ำมันจะกลับสู่จุดสมดุลได้ใน 2H60 แม้ว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อนื่องจากต้นปีที่ 525 แท่นสู่ 763 แท่น แต่ฝ่ายวิจัยคาดว่าการผลิตน้ำมันจาก Shale Oil ในสหรัฐจะไม่เพิ่มขึ้นเหมือน 1H60 เนื่องจากราคาน้ำมันในปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของ Shale Oil ที่ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อ้างอิงจาก energyburrito)
ค่าการกลั่นไตรมาส 2/60 อ่อนตัวลงเล็กน้อย – ฝ่ายวิจัยคาดค่าการกลั่นไตรมาส 2/60 ปรับตัวลง 0.2-0.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก Spreadน้ำมันอากาศยาน Spreadน้ำมันดีเซล และSpreadน้ำมันเบนซินปรับตัวลง -5%QoQ -4%QoQ และ -4%QoQ ตามลำดับโดยอ่อนตัวลงตามปัจจัยฤดูกาลหลังผ่านฤดูหนาวไปแล้ว ขณะที่ Spreadน้ำมันเตาปรับตัวขึ้น 41%QoQ เนื่องจากการส่งออกน้ำมันเตาของเม็กซิโกปรับตัวลง 30% จากต้นปีจากเหตุเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันซึ่งคาดว่าจะกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติปลายเดือนก.ค.นี้ นอกจากนี้กลุ่มโรงกลั่นยังได้รับผลกระทบจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบหลังราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 2/60 ปรับตัวลง 11%QTD จากความกังวลเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของแหล่งผลิต Shale oil ในสหรัฐ และประเทศนอกกลุ่มโอเปกอย่างลิเบียและไนจีเรียเพิ่มกำลังการผลิตอีก 6% และ 38% ตามลำดับหรือคิดเป็น 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น
แนวโน้มราคาถ่านหิน – อ่อนตัวลง คาดราคาถ่านหินไตรมาส 3/60 จะปรับอ่อนตัวลงในกรอบ 78-87 ดอลลาร์ต่อตัน โดยในระยะสั้นได้รับแรงหนุนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของจีนทำให้ราคาถ่านหินปรับตัวขึ้น 10%mom เนื่องจากเขื่อนใหญ่ 2 แห่งทางตอนใต้ผลิตไฟฟ้าได้ลดลงเพราะต้องชะลอการระบายน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม อย่างไรก็ตามเมื่อปัญหาน้ำท่วมหมดไปคาดว่าราคาถ่านหินจะอ่อนตัวลงตามความต้องการที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในฤดูหนาว นอกจากนี้ยังมีประเด็นลบจากอุปทานถ่านหินของจีนที่ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจาก รัฐบาลยังให้คงวันทำงานของเหมืองถ่านหินที่ 330 วัน/ปี (จากช่วงที่ควบคุม 276 วัน/ปี) โดยจีนเป็นผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ของโลกราว 4.5 พันล้านตันคิดเป็นสัดส่วน 50% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลจีนจึงมีผลต่อราคาถ่านหินโลกอย่างมาก
PTTGC : คาดผลประกอบการทั้ง 3 ธุรกิจปรับตัวลง อีกทั้งโรงงานโอเลฟินส์ และโรงงานอะโรเมติกส์หยุดซ่อมบำรุง
- ฝ่ายวิจัยคาดผลประกอบการของ PTTGC จะปรับตัวลง qoq จากธุรกิจหลักทั้ง 3 มีแนวโน้มปรับตัวลง 1) ธุรกิจโรงกลั่นคาดค่าการกลั่นปรับตัวลง 0.2-0.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกทั้งคาดว่าจะมีผลขาดทุนจาก สต๊อกน้ำมันดิบหลังราคาน้ำมันปรับตัวลง 11%qtd 2) ธุรกิจอะโรเมติกส์ มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานอะโรเมติกส์ 2 (ผลิต BZ 390KTA และ PX 770 KTA) เป็นเวลา 15 วัน ขณะที่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ BZ และ PX ปรับตัวลง 26%qoq และ 9%qoq ตามลำดับ และ 3) ธุรกิจโอเลฟินส์มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน OLE 2/1 (กำลังการผลิต 825KTA) เป็นเวลา 39 วัน ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ HDPE LDPE และ LLDPE ปรับตัวลง 4%qoq 5%qoq และ 5%qoq ตามลำดับ อย่างไรก็ตามบริษัทยังมี Upside จากการซื้อบริษัทจาก PTT 6 บริษัทคาดใช้เงินลงทุน 2.6 หมื่นล้านบาท (คาดแล้วเสร็จ 3Q60) ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรได้ราวปีละ 2.4 -2.6พันล้านบาท
BANPU : คาดกำไรปกติ 2Q60 ปรับตัวลงตามราคาถ่านหิน อีกทั้งมีความเสี่ยงจากคดีหงสา
- ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/60 จะปรับตัวลงตามราคาถ่านหินที่ลดลง 4% สู่ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อตันหลังจากจีนผ่านช่วงที่มีความต้องการใช้ถ่านหินสูงสุดไปแล้ว โดยเราคาดว่าราคาถ่านหินจะอ่อนตัวลงหลังปัญหาน้ำท่วมในตอนใต้ของจีนหมดไป อย่างไรก็ตาม BANPU ยังมีความเสี่ยงจากคดีหงสามูลค่าความเสียงหาย 3.60 หมื่นล้านบาท โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ BANPU ต้องชดใช้เงินรวม 3.17 หมื่นล้านบาทให้แก่โจทก์ แต่ศาลอุทรณ์ตัดสินยกฟ้องทำให้ยากต่อการคาดการณ์ว่าคำตัดสินสุดท้ายของศาลฎีกาจะออกมาในทิศทางใด แต่ในทางที่แย่ที่สุดเราคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นไม่เกิน 6 บาทต่อหุ้นคำนวณจากค่าเสียหาย 3.17 หมื่นล้านบาท








