ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะถูกกดดัน หลังปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของผู้ผลิตกลุ่มโอเปคปรับเพิ่มขึ้น
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 42-47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 44-49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (10 ก.ค. – 14 ก.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะถูกกดดัน จากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของผู้ผลิตกลุ่มโอเปคที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากประเทศที่ได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตเช่นลิเบีย และไนจีเรีย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ปรับลดลง จากอัตราการกลั่นของโรงกลั่น และ ความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยการปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่คาดว่าจะมาจากลิเบีย และ ไนจีเรีย หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบในเดือนมิ.ย. ปรับเพิ่มขึ้นราว 450,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับในเดือนพ.ค. มาสู่ระดับ 25.92 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของลิเบียปรับเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 730,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ในขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของไนจีเรียปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับ 2.22 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2558
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการปรับเพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากแหล่งผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 127,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 5.475 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้แหล่งผลิตน้ำมันดิบที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดยังคงเป็นแหล่ง Permian ซึ่งปริมาณการผลิตปรับเพิ่มขึ้นราว 65,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยล่าสุด Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 ก.ค. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 7 แท่น มาอยู่ที่ 763 แท่น
- จับตาท่าทีผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคว่าจะปรับเปลี่ยนมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมันดิบในการประชุมวันที่ 24 ก.ค.นี้หรือไม่ หลังหลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าปัจจุบันที่ปรับลดกำลังการผลิตลงราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คาดหวังว่าจะได้เห็นการปรับลดกำลังการผลิตจากประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงปรับกำลังการผลิตครั้งนี้ ในขณะที่ รัสเซียอาจต่อต้านความพยายามที่จะปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่มีการปรับลด ณ ปัจจุบัน หากมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวในการประชุมผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคในวันที่ 24 ก.ค. นี้
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดลง จากอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในสหรัฐ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุด สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 30 มิย. 60 ปรับลดลงราว 6.3 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 502.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งปรับลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในขณะที่ อัตราการกลั่นปรับเพิ่มขึ้นราว 1.1% แตะระดับ 93.6% และ ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินประเพิ่มขึ้นราว 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคจีน ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคสหรัฐ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน และ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (3 ก.ค. – 7 ก.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 1.81 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 44.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 1.21 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 46.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลัง EIA รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ปรับตัวลดลง 6.3 ล้านบาร์เรล เนื่องจากโรงกลั่นเพิ่มอัตราการกลั่นสูงขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐ ที่ปรับลดลง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากการขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ราคายังคงถูกกดดันจาก ปริมาณการส่งออกของกลุ่มโอเปคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังเหตุการณ์ความไม่สงบในลิเบีย และ ไนจีเรียคลี่คลายลง








