“ซีแอลเอสเอ”เบรกรีเทลหนีแข่งดุ หันรุกกลุ่มสถาบันในประเทศ หวังโกยค่าคอมมิชชั่นหนุนรายได้
ซีแอลเอสเอชะลอแผนรุกธุรกิจรายย่อยในไทย หลังการแข่งขันรุนแรง ปรับแผนหันรุกตลาดนักลงทุนสถาบันในประเทศ รักษาวอลุ่มเทรดสม่ำเสมอ ชี้ให้ค่าธรรมเนียมสูงกว่าต่างชาติ มองอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยยังน่าห่วง ตลาดแบ่งกลุ่มไม่ชัดเจน
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าแผนการเข้าซื้อบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อขยายตลาดในลุ่มนักลงทุนรายบุคคลนั้น ในเบื้องต้นบริษัทได้ชะลอแผนดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากการแข่งขันบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย มีจำนวนมากเกินไป เมื่อเทียบกับจำนวนนักลงทุนแม้จะมีการปิดบริษัทหลักทรัพย์จากระดับ 100 บริษัทเหลือ 40 กว่าบริษัท หลังวิกฤติต้มยำกุ้งแต่หากพิจารณาจะพบว่า จำนวนผู้ลงทุนยังไม่ขยายตัวเท่าที่ควร
รวมถึง การแข่งขันของบริษัทหลักทรัพย์ ยังอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งจุดอ่อนของบริษัทหลักทรัพย์ในไทย ทุกคนยังให้ความสำคัญการแข่งขันด้านราคาอย่างเดียว ไม่มุ่งเน้นที่คุณภาพ ซึ่งเป็นผลจากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ค่อนข้างเร็ว ทำให้บริษัทหลักทรัพย์เลือกที่จะให้บริการราคาที่ต่ำ โดยปัจจุบันจะพบว่าการแบ่ง กลุ่มระหว่างผู้ที่เน้นให้บริการครบวงจร และผู้ที่เน้นการให้บริการแบบเน้นค่าบริการซื้อขายหลักทรัพย์ระดับต่ำยังไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ตามนโยบายของซีแอลเอสเอ ต้องการเปิดบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อบริการนักลงทุนรายบุคคล ต้องการเจาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อให้สามารถรักษาราคาค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่0.20 -0.25 % ให้ได้
ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเจรจาเข้าซื้อกิจการ แต่พบว่ายังมีราคาที่สูงมาก ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยบริษัทต้องการบริษัทหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพดี ดังนั้นบริษัทต้องปรับแผนการทำธุรกิจของบริษัทในปีนี้ โดยจะหันไปให้บริการนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงการจำหน่ายหุ้นไอพีโอ ทั้งนี้ บริษัทยังคาดหวังที่จะรักษากำไรต่อพนักงานสูงที่สุดในอุตสาหกรรมให้ได้
“แผนธุรกิจในปีนี้บริษัทยังเน้นการให้บริการนักลงทุนสถาบันเช่นเดิม โดยที่ผ่านมาจะพบว่านักลงทุนสถาบันในประเทศมีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านบริษัท และทำรายการผ่านบริษัทมากขึ้น ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับบริษัท และดันส่วนแบ่งทางการตลาดให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น”
นโยบายของบริษัทที่หันมาเน้นนักลงทุนสถาบันในประเทศ เนื่องจากมีการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง และมีการให้ผลตอบแทนในระดับที่สูง ส่วนนักลงทุนต่างชาตินั้น จะไม่สามารถควบคุมการเข้าทำการซื้อขายได้ และขึ้นอยู่กับภาวะตลาดหุ้นในแต่ละช่วงว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับตลาดหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นการทำตลาดด้านที่ปรึกษาทางการเงิน(วาณิชธนกิจ)ทั้งการเข้าซื้อกิจการ การควบรวมกิจการ การเข้าลงทุนรายการขนาดใหญ่ และการร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป(ไอพีโอ)ให้กับนักลงทุนสถาบันด้วย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานความเคลื่อนไหวของส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ของบริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) ในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 3.84% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีส่วนแบ่ง 3.60 % ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย)อยู่ที่ 7.64%
บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)อยู่ที่ 6.51% บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบีไทยอยู่ที่ 5.85%บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง อยู่ที่ 5.04%บริษัทหลักทรัพย์ภัทรอยู่ที่4.47%
บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต อยู่ที่4.28% บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์อยู่ที่ 4.26% บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซียไซรัส อยุ่ที่ 4.25% บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์อยู่ที่ 4.08%เป็นต้น
สำหรับข้อมูลการซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันของไทย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามียอดซื้อสะสมอยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านบาท หากพิจารณาเป็นรายเดือน ประกอบด้วย เดือน ม.ค.มียอดซื้อสุทธิ 2.57 พันล้านบาท เดือนก.พ.มียอดซื้อสุทธิ 6.37 พันล้านบาท เดือนมี.ค.มียอดซื้อสุทธิ 1.85 หมื่นล้านบาท เดือนเม.ย.มียอดซื้อสุทธิ 7.78 พันล้านบาท เดือนพ.ค.มียอดซื้อสุทธิ3.51 พันล้านบาท เดือนมิ.ย.มียอดซื้อสุทธิ 1.21หมื่นล้านบาท ่ขณะที่เดือนก.ค.มียอดขายสุทธิ 3.2 พันล้านบาท
การซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสะสม 1.5 หมื่นล้านบาท โดยเดือนม.ค.มียอดซื้อสุทธิ 6.43 พันล้านบาท เดือนก.พ.มียอดขายสุทธิ 3.74พันล้านบาท เดือนมี.ค.มียอดซื้อสุทธิ 3.60 พันล้านบาท เดือนเม.ย.มียอดซื้อสุทธิ 3.75 พันล้านบาท เดือนพ.ค.มีขายสุทธิ 3.16 พันล้านบาท เดือนมิ.ย.มียอดขายสุทธิ 1.26 พันล้านบาท เดือนก.ค.ล่าสุดมียอดขายสุทธิ 1.5 พันล้านบาท









