วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจาะมาตรการ ‘คุมหนี้ครัวเรือน’

เจาะมาตรการ "คุมหนี้ครัวเรือน" ส่อฉุดรายได้แบงก์ปีนี้ 0.3%

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อครัวเรือนใหม่ หลังพบว่าสินเชื่อครัวเรือนไทยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากออสเตรเลียและเกาหลีใต้ โดยกฎเกณฑ์ใหม่เน้นไปที่สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต

ขณะที่ปัจจุบันมีกระแสข่าวออกมามากมายว่า กฎเกณฑ์ใหม่ที่ ธปท. เตรียมประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ เป็นการคุมการก่อหนี้ตามฐานรายได้ โดยในส่วนของบัตรเครดิต กำหนดให้ผู้มีรายได้ระหว่าง 15,000-30,000 บาทต่อเดือน ได้รับวงเงินบัตรเครดิตสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่า ส่วนผู้มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ได้รับวงเงินบัตรไม่เกิน 3 เท่า และ 50,000 บาทขึ้นไปได้รับวงเงินไม่เกิน 5 เท่า โดยไม่จำกัดจำนวนบัตร จากเดิมที่ทั้งหมดจะได้รับวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตไม่เกิน 5 เท่า ในทุกฐานรายได้

สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล มีกระแสข่าวว่า ธปท. จะกำหนดให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท จะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 1.5 เท่า และจำกัดสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้ไม่เกิน 3 แห่ง ส่วนผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาท ขึ้นไป ยังคงได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ยังคงไม่ได้รับการยืนยันจากทาง ธปท. โดยก่อนหน้านี้ ธปท. ระบุว่ากฎเกณฑ์ใหม่จะออกเป็นแพ็คเกจ

“ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า มาตรการดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของธปท. ตามข่าวที่ปรากฏออกมานั้น มองว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้รวมของระบบธนาคารในปีนี้ที่ 0.3% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากที่สุดในไตรมาส 4 ปี 2560 และคาดว่าจะเห็นผลกระทบที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2561

โดยเฉพาะผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียม และรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งประเมินมูลค่าที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 1 พันล้านบาท อีกทั้งภาพการเติบโตของบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ ไม่กระทบต่อภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์มากนัก เนื่องจากสินเชื่อภาคธุรกิจเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ แม้ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะยังไม่ขยายตัวมากนัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในปีนี้จะเติบโตได้ 4%

ธัญญลักษณ์ ระบุว่า สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ มีโอกาสเติบโตกว่าที่คาดไว้เดิม ตามแรงส่งจากสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และสินเชื่อระยะยาว ซึ่งทำให้สินเชื่อรายใหญ่ในปีนี้เติบโตได้มากกว่าที่คาดที่ 3.5% จากเดิมคาด 2%

“ครึ่งปีแรก สินเชื่อเติบโตแล้ว 2.9% มาจากสินเชื่อธุรกิจ แม้ว่าการลงทุนเอกชนจะยังไม่ฟื้นตัว แต่ยังมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียน ทำให้สินเชื่อที่เป็น trade finance โตดีมาก ตามการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยtrade finance โตแล้วกว่า 7% ขณะที่สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนในประเทศเติบโตแล้วประมาณ 5% ทำให้สินเชื่อธุรกิจเติบโตได้ดีกว่าที่คาดจากเดิมคาดว่าจะต้อง 2% เป็น 3.5%”

สำหรับสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ยังคงเติบโตในกรอบจำกัด โดยมองเป้าการเติบโตปีนี้ที่ 4% ซึ่งปัจจัยถ่วงสินเชื่อเอสเอ็มอีที่สำคัญ มาจาก การฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศที่ยังไม่ทั่วถึง ความกังวลต่อประเด็นคุณภาพหนี้ และกฎหมายแรงงานใหม่ โดยมองว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แรงงานต่างด้าว กระทบต่อสินเชื่อเอสเอ็มอีเพียง 0.1% และกระทบต่อสินเชื่อโดยรวมเพียง 0.021%

ธัญญลักษณ์ บอกว่า แม้ธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีขนาดกลาง จะสามารถรับมือและบริหารจัดการผลกระทบเฉพาะหน้าได้ แต่เอสเอ็มอีขนาดเล็ก คงเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัวและรับมือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะที่เหลือของปีนี้

ส่วนสินเชื่อรายย่อยยังมีแนวโน้มชะลอตัวจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ชะลอลงตามยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่หดตัวต่อเนื่อง และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับธนาคารต่างๆ ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้การเติบโตของสินเชื่อรายย่อยทั้งระบบปีนี้เติบโตน้อยกว่าคาดไว้ 5.5% มาอยู่ที่ 4.5%

ขณะที่สถานการณ์ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวล เพราะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่า NPL จะเพิ่มขึ้นสูงสุดในไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ระดับ 3.07% และในไตรมาส 4 ปี 2560 จะเห็นการขายหนี้ของธนาคารต่างๆ ออกมามากขึ้นเพื่อรักษา NPL ให้อยู่ในระดับที่แต่ละธนาคารกำหนดไว้

“เรามองว่าปลายปีนี้จะเห็นแบงก์ต่างๆ ขายหนี้ออกมากันมาก และเป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น บ้าน จากเดิมขายแต่หนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะไตรมาส 1 ที่ผ่านมาได้มี NPL ไหลเข้ามาเพิ่มเกินกว่าคาด ซึ่งเราได้เห็นการปรับโครงสร้างหนี้ต่อไตรมาสเพิ่มขึ้นจากเดิม 5-6 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาสมาเป็น 7 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2560” ธัญญลักษณ์ ระบุc