เกาะติด5บจ.ใหญ่ หวั่นผลกระทบกฎหมายคุมต่างด้าว
กรุงเทพธุรกิจสำรวจบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบกรณีการออกกฏหมายควบคุมแรงงานต่างด้าว ส่วนใหญ่เชื่อว่าได้รับผลกระทบระยะสั้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่อาจรับผลกระทบโดยตรง ซึ่งนักลงทุนควรเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)TU บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)KSL บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) GFPT บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)CPF บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)STA
บล.เอเซียพลัส ระบุว่า การที่ คสช. ได้ประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อยืดอายุการบังคับใช้บทลงโทษของพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ปี 2560 ออกไปอีก 6 เดือน (180 วัน) มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2560 ถึง 1 ม.ค. 2561 ถือเป็นโอกาสในการผู้ประกอบการและแรงงานที่จะต้องแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้น ดังนั้น ประเด็นนี้ถือว่าเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้นที่อยู่ในช่วงรอยต่อที่ต้องใช้เวลาแก้ไข ซึ่งหากลุล่วงไปได้ก็น่าจะทำให้ปัญหาต่างๆ ผ่อนคลายลง และจะเป็นผลดีในระยะกลาง-ยาว มากกว่า
อุตสาหกรรมที่คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบ คือ รับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากมีการใช้แรงงานสูงราว 20-30% ของต้นทุนรวม และ ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าว (เฉพาะแรงงานที่ทำงานโยธา และไม่ใช่งานฝีมือ) สูงถึง 70-90% ดังนั้น หากเกิดการไหลออกของแรงงาน โดยที่ยังไม่สามารถหาทางควบคุมได้ อาจเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมา และอาจกระทบต่องานลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รวมทั้งโครงการก่อสร้าง EEC ที่มีความต้องการแรงงานดังนั้น
หากเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานเป็นความเสี่ยง ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากผู้รับเหมา หากเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่น่าจะกดดันให้ผู้พัฒนาต้องปรับตัวไปใช้ เทคโนโลยีการก่อสร้างที่สูงขึ้น คือใช้ชิ้นส่วน Precast มากขึ้น เพื่อลดการใช้แรงงาน และทำให้การก่อสร้างเร็วขึ้น
กลุ่มที่คาดว่าจะใช้แรงงานสูงลำดับถัดมาเป็นกลุ่ม เกษตร-อาหาร นักวิเคราะห์ ASPS ได้ทำการสำรวจไปยังผู้ประกอบการบางรายพบว่ามีการใช้แรง10% บวกลบไม่มาก แต่ส่วนใหญ่ใช้แรงงานต่างด้าวในโรงงานสูง ได้แก่ TU จัดอยู่ในบริษัทที่ใช้แรงงานต่างด้าวสูง 90% ของคนงานทั้งหมด (ต้นทุนแรงงานคิดเป็น 7% ของต้นทุนทั้งหมด ที่เหลือเป็นต้นทุนวัตถุดิบและค่าเสื่อมราคา) อย่างไรก็ตาม TU ได้ปรับตัวและใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมาย ทั้งหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 ทำให้ต้นทุนค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่จำกัด
CPF ถือว่าใช้แรงงานต่างด้าวปานกลาง คือ ราว 30% ของแรงงานทั้งหมด (ต้นทุนแรงงานคิดเป็น 13% ของต้นทุนรวม) และถือว่ามีการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยในการตัดแต่งเนื้อไก่ ผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มเลี้ยงไก่และสุกร มากขึ้น และน่าจะผลักดันให้บริษัทต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตขั้นสูงที่เร็วขึ้น ปัจจุบันถือว่า CPF มีการใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายอยู่แล้ว เช่นกัน ต้นค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงประเมินผลกระทบค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้บริษัทจดทะเบียนที่จะมีผลกระทบในกลุ่มได้แก่ GFPT, KSL, STA เป็นต้น









