“ในช่วงชีวิตผมอยากเห็นบอลไทยไปบอลโลก” เป็นหนึ่งในความฝันและความท้าทายของ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์
ที่วันนี้กำลังเดินหน้าภารกิจที่เกิดจากแรงบันดาลใจนี้อย่างจริงจัง โดยวางโรดแมพต่อยอดใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ และสโมสรโอ เอช ลูเวิน (OH Leuven) ประเทศเบลเยี่ยม ส่งเสริมพัฒนาการด้านฟุตบอลให้เยาวชนไทยแบบครบวงจร ผ่านโครงการเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “KING POWER THAI POWER พลังคนไทย” มุ่งสนับสนุนและพัฒนาพลังของคนไทยในทุกมิติ
กลุ่มคิง เพาเวอร์ เตรียมงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในระยะ 5 ปีจากนี้ มุ่ง 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย สปอร์ต, มิวสิค, คอมมูนิตี้ และ ฟาวเดชัน หรือ ความช่วยเหลือต่างๆ ผ่านมูลนิธิคิง เพาเวอร์ งบดังกล่าวจำนวน 1,000 ล้านบาทถูกใช้สำหรับโปรเจค “สปอร์ต เพาเวอร์” ส่งเสริมเยาวชนด้านกีฬาฟุตบอล ผลักดัน “นักเตะไทย” ที่มีศักยภาพให้มีโอกาสเข้าไปเล่นฟุตบอลอาชีพในลีกยุโรป
“คนไทยมีศักยภาพแลความสามารถหลายด้าน แต่ขาดเวทีรองรับ เราอยากให้เด็กไทยมีโอกาสได้ไปเล่นพรีเมียร์ลีกคือเป้าหมาย ปัจจุบันอาจยังไม่เห็นภาพหรือผลลัพธ์จากการทำเรื่องเหล่านี้ แต่ 5-10 ปีข้างหน้า หรือระยะยาวจะได้กับวงการฟุตบอลไทยอย่างแน่นอน จากเด็กกลุ่มหนึ่งที่รู้เรื่องฟุตบอลต่างประเทศมากขึ้น สามารถโชว์ศักยภาพได้มากขึ้นในอนาคต”
ภายใต้โรดแมพของ “สปอร์ต เพาเวอร์” วางแผนตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน คือ การสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานสากลให้โรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งเป้าส่งมอบสนามฟุตบอล 20 โรงเรียนภายในปีนี้ ครบ 100 โรงเรียนทั่วประเทศภายในปี 2565 พร้อมโครงการมอบลูกฟุตบอล 1 ล้านลูก ให้เยาวชนไทยได้ฝึกฝนทักษะด้านฟุตบอลของตนเอง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมเยาวชนไทยให้ก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลระดับโลก อาทิ โครงการ FOX HUNT ตามล่าจิ้งจอกสายพันธุ์สยาม เป็นโครงการที่มอบทุนการศึกษาให้เยาชนไทยไปศึกษาและฝึกทักษะด้านฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ, Leicester City Football Clinic, King Power’s Cup คัดสรรนักเตะเพื่อรับทุนการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ, โครงการสานฝันน้องพี สู่นักบอลอาชีพ, โครงการฮีโร่สานฝันปันรัก เพื่อน้อง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ยังเตรียมเปิด “เลสเตอร์ฯ อะคาเดมี” ในประเทศไทย ภายในสิ้นปีนี้ จะเป็นการผลิตและสร้างนักฟุตบอลอย่างน้อย 30-40 คนต่อปีประดับวงการฟุตบอลไทย
ทั้งนี้ แต่ละกิจกรรมและโครงการต่างๆ ข้างต้นจะถูกเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี “โอ เอช ลูเวิน” เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้วงจรปั้นเด็กไทยสู่เวทีโลกสมบูรณ์แบบ ปูทางส่งต่อเด็กไทยจากรุ่นสู่รุ่น สู่เวทีบอลยุโรปที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ประเดิมด้วยนักเตะไทย 4 คน จากโครงการ FOX HUNT ก้าวสู่สโมสร “โอ เอช ลูเวิน” สัญญาเบื้องต้น 3 ปี
อัยยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างวางแผน เฟ้นไอเดียสำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านอื่นๆ ที่จะตามมา เช่น “มิวสิค” ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับ คิง เพาเวอร์ จะดำเนินการภายใต้โจทย์ของการต่อยอด “โรงละครอักษรา” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการส่งเสริมหุ่นละครเล็กมาแล้ว
“ยังไม่มีใครจัด ซิมโฟนี ออเคสตร้า ซึ่งขณะนี้กำลังหารือกับมหาวิทยาลัยมหิดล และวิทยาลัยนาฎศิลป์ในการส่งเสริมและสนับสนุนวงซิมโฟนี ออเคสตร้าไทยมีโอกาสได้แสดงความสามารถและออกสู่เวทีนานาชาติ”
โปรเจคซิมโฟนี ออเคสตร้า คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมปี 2561 พร้อมๆ กับการขยายโครงการพัฒนาสินค้าชุมชน โอทอปต่างๆ เข้าสู่พื้นที่ขาย และนำมาสร้าง “สตอรี่” เพื่อดึงให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าชุมชนเอกลักษณ์ท้องถิ่นไทยเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งคิง เพาเวอร์ ได้เปิดจุดจำหน่ายและมีการโปรโมททั้งช่องทางขายสนามบินและออนไลน์ อนาคตจะเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการพัฒนาสินค้าชุมชนสู่เวทีโลกมากขึ้น
ซีอีโอ คิง เพาเวอร์ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย 4.0 จะพัฒนาคนไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้ต้องมาจาก “พลังคนไทย” ซึ่งเยาวชนไทยนับเป็นกำลังสำคัญและเป็นพลังที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต









