บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง พร้อมปิดสาขาเพื่อลดต้นทุน หลังไม่ทำกำไร - พนักงานลาออก 200 คน
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง พร้อมปิดสาขา เพื่อลดต้นทุนหลังไม่ทำกำไร - พนักงานลาออก200คน หวังใช้ระบบฟินเทคทดแทน พร้อมกระจายความเสี่ยงนอกเหนือธุรกิจโบรกเกอร์ปัดพูดถึงคดีฟ้องหยวนต้า ชี้ทำเพื่อรักษาประโยชน์ผู้ถือหุ้น
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)MBKET กล่าวว่าบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปิดสาขาบางแห่งที่ไม่สร้างรายได้ ซึ่งมีสัดส่วนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับสาขาที่มีอยู่ทั้งหมด 60 สาขา
“บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาปิดสาขาบางส่วนที่มีอยู่ทั้งสิ้น 60 สาขา จะเน้นการปิดสาขาที่ไม่อยู่ในทำเลจุดยุทธศาสตร์ หรือ ไม่ทำรายได้ให้กับบริษัท รวมถึงพิจารณาปิดสาขาที่มีพนักงานลาออกจำนวนมาก เพื่อให้การทำงานของบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วนการปิดสาขาไม่มากนัก”
ทั้งนี้การลาออกของเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน(IC) มีจำนวนทั้งสิ้น 200 ราย ทำให้บริษัทเหลือเจ้าหน้าที่ทางการตลาด 600 รายหลังจากนี้บริษัทจะเน้นด้านนวัตกรรมมาทดแทน ทั้งการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งบริการการซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงการให้คำแนะนำผู้ลงทุน การให้บริการของบริษัทหลังจากนี้อาจกระจายไปยังด้านอื่น ทั้งการให้บริการด้านการจำหน่ายตราสารหนี้ รวมถึงการให้บริการด้านอนุพันธ์ต่างๆด้วย
ส่วนงานด้านวาณิชย์ธนกิจ ในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณายื่นแบบแสดงรายการกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งสิ้น 2-3 บริษัท
สำหรับปัญหาการฟ้องร้องกับบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า นั้น บริษัทยังไม่ขอพูดถึงเรื่องเนื่องจากยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจึงไม่อยากจะพูดถึงเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้เป็นเรื่องที่บริษัทจดทะเบียนรักษาผลประโยชน์ของแต่ละบริษัทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุนประจำไตรมาสที่ 1 ปี2560 พบว่า มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 57 สาขา จำนวนบัญชีผู้ลงทุนทั้งสิ้น 1.94 แสนบัญชี ทิศทางของส่วนแบ่งทางการตลาด จากต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 7.35 % ลดลงจากปีก่อนที่ 8.01 % โดย ไตรมาสที่ 1 บริษัทมีรายได้ 970.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 871.63 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 256.94 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 259.64 ล้านบาท









