สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง สบจังหวะธุรกิจอาหารโต 2 หลักต่อเนื่องตลอด 5 ปี ปรับโครงสร้างธุรกิจรวบ 3 บริษัทในเครือ “ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์, เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ -เพรซิเดนท์ เบเกอรี่” เสริมศักยภาพโต ดันมาร์เก็ตแค็ปธุรกิจอาหารกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท
นายวิชัย กุลสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ เอสพีไอ เปิดเผยในงานนักวิเคราะห์ นักลงทุนพบกลุ่มสหพัฒน์ครั้งที่ 9 ว่า บริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ ด้วยการให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหารมากขึ้น หลังพบว่า อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโต 2 หลักต่อเนื่อง และทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารมีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็นกว่า 40%จากเดิมอยู่ที่ 20%
สถานการณ์ดังกล่าวยังสวนทางธุรกิจสิ่งทอและแฟชั่นที่เติบโตในอัตราที่ค่อนข้างต่ำประมาณ 1 หลัก และมีแนวโน้มที่ช้าลง ทำให้สัดส่วนรายได้กลุ่มนี้ลดเหลือ 30%จากเดิมอยู่ที่ 40%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการซื้อหุ้นธุรกิจอาหาร 3 บริษัทในเครือ ได้แก่ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TF), เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์(PR) และเพรซิเดนท์ เบเกอรี่(PB) หลังจากนั้นจะทำการควบรวมเข้าด้วยกัน พร้อมตั้งชื่อบริษัทใหม่และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป
นอกจากนี้ หลังเข้าไปถือหุ้นใน 3 บริษัทจะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องมากขึ้น รวมถึงกระแสเงินสดกว่า 200 ล้านบาท และที่สำคัญจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจอาหารมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะไทยเพรซิเดนท์มีกระแสเงินสด 7,000-8,000 ล้านบาท ช่วยให้เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ ขยายการลงทุนได้
“ถือเป็นการควบรวมอีกครั้งในรอบ 3 ปี จากที่ผ่านมาบริษัทเคยควบรวมกิจการสิ่งทอในเครือมาแล้ว โดยการขยับตัวครั้งนี้ เพื่อนำการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ดีเข้ามาอยู่ในบริษัทมากขึ้น และบริษัทก็ต้องการส่งเสริมธุรกิจดังกล่าวมากขึ้นด้วย เพราะแนวโน้มธุรกิจอาหารยังเติบโตได้อีกมาก”
สำหรับการควบรวมครั้งนี้ ยังส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ มาร์เก็ตแคปของ 3 บริษัทธุรกิจอาหารของเครือสหพัฒน์อยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท ขึ้นทำเนียบ 1 ใน 5 ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหาร
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การควบรวมกิจการกับไทยเพรซิเดนท์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนต.ค.นี้ โดยบริษัทใหม่อาจจะเปลี่ยนชื่อหรือใช้ชื่อเดิม และเข้าไปจดทะเบียนในตลาดอีกครั้ง ซึ่งหลังการรวมกันแล้วบริษัทจะมีศักยภาพแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเงินเพื่อนำไปขยายการลงทุนเครื่องจักรผลิตสินค้า และทำการตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่เป็นโอกาสอย่างโจ๊กและข้าวต้มซึ่งมีมูลค่าตลาด 2,000 ล้านบาท และตลาดเส้นหมี่จากข้าวมูลค่า 1,600-1,700 ล้านบาท
นายพจน์ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ด จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมาย 10 ปี จะผลักดันการเติบโตรายได้แตะ 3 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2568 การควบรวมกิจการดังกล่าวถือเป็นนโยบายของบริษัทที่ต้องการสร้างความมั่นคงยิ่งขึ้น









