ธปท.ไฟเขียว3ราย "ทดสอบฟินเทค" เผยเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชนโอนเงินข้างประเทศ-สแกนม่านตาพิสูจน์ตัวตน
“แบงก์ชาติ” ไฟเขียวผู้ประกอบการ “ฟินเทค” ร่วมทดสอบเทคโนโลยีในแซนด์บ็อกซ์อีก 3 ราย เผยเป็นการนำบล็อกเชนมาใช้โอนเงินระหว่างประเทศ 2 ราย ขณะ อีกรายใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาช่วยพิสูจน์ตัวตนลูกค้า พร้อมลุ้น “พีทูพี” แจกไลเซ่นส์ได้ภายในปีนี้
นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธปท. ได้อนุมัติให้ผู้ประกอบการอีก 3 ราย เข้าร่วมทดสอบเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ในโครงการสนามทดสอบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. (Regulatory Sandbox) จากเดิมที่เคยอนุมัติไปแล้ว 1 ราย ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ร่วมทดสอบฟินเทคใน Regulatory Sandbox กับ ธปท. รวมทั้งสิ้น 4 ราย
สำหรับทั้ง 3 รายที่ ธปท. เพิ่งอนุมัติเพิ่มเติม แบ่งเป็น โครงการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-border transfer) จำนวน 2 ราย โดยเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาอำนวยความสะดวกและปรับปรุงประสิทธิภาพการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยระยะแรกเป็นการโอนเงินจากต่างประเทศมายังผู้รับเงินในไทยระหว่างภาคธุรกิจและการโอนเงินระหว่างประชาชนจากต่างประเทศมายังในประเทศ
ส่วนอีกโครงการ เป็นการยืนยันตัวตนด้วยการตรวจสอบรูปแบบม่านตา (Iris recognition) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถใช้ม่านตาในการยืนยันตัวตน เข้าใช้งานบริการผ่านแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการบนโทรศัพท์มือถือ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ username/password ซึ่งจะมีความปลอดภัยและความแม่นยำสูง ลดปัญหาผู้ใช้งานในการจดจำและบริหารจัดการ username/password
ทั้งนี้ ในการพิจารณาเห็นชอบนวัตกรรมเพื่อเข้าร่วมทดสอบใน Regulatory Sandbox ธปท. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย และการรักษาข้อมูลความลับของลูกค้า ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดในระหว่างที่ทดสอบ เพื่อให้บริการการเงินมีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประกอบการรายแรกที่เข้าร่วมทดสอบใน Regulatory Sandbox คือ บริษัท กสิกร บิสซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด หรือ เคบีทีจี ซึ่งเข้ามาทดสอบตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดย เคบีทีจี จะใช้เวลาทดสอบในเฟสแรก 3 เดือน ดังนั้นในเดือนหน้า คงทราบผลว่า เคบีทีจี จะผ่านเกณฑ์หรือไม่
สำหรับ เทคโนโลยีที่ เคบีทีจี ทดสอบในแซนบ็อกซ์ เป็นการนำเอาบล็อกเชนมาช่วยในการออกหนังสือค้ำประกัน (แอลจี) ของธนาคาร ซึ่งมีข้อดี คือ ลดเวลาการส่งข้อมูลแอลจีจากผู้ขอแอลจีไปยังผู้รับประโยชน์ ช่วยลดขั้นตอนการจัดทำเอกสารและ Document Flows ลงได้ เนื่องจากทุกฝ่ายสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ทำให้ตรวจสอบซึ่งกันและกันได้
ส่วนความคืบหน้าการเปิดใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจให้บริการการปล่อยสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล (peer to peer lending) หรือ P2P นั้น นางสาวสิริธิดา กล่าวว่า ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่ ได้สำรวจความเห็น (เฮียริ่ง) กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายหลังการปรับกฎเกณฑ์แล้วเสร็จ ธปท. จะส่งเรื่องไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา หากกระทรวงการคลังเห็นด้วย ก็จะออกเป็นประกาศ หลังจากนั้นจะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาขอใบอนุญาตในการให้บริการได้ โดยกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จได้ทันภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้สิ่งที่ ธปท. ต้องทำควบคู่ไปด้วย คือ การดูแลเรื่องความรู้ความเข้าใจของคนที่เกี่ยวข้องในบริการนี้ ทั้งฝั่งของผู้กู้และฝั่งของผู้ให้กู้ ตลอดจนทำเรื่องการปกป้องดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ผู้ที่จะขอไลเซ่นส์ในการให้บริการ จำเป็นต้องเข้าทดสอบในสนามทดลองเทคโนโลยี (แซนด์บ็อกซ์) ของ ธปท. ด้วย









