วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

20ปี ...วิกฤติต้มยำกุ้ง จุดเปลี่ยน ‘ปฏิรูป’ โครงสร้างสถาบัน

20ปี ..."วิกฤติต้มยำกุ้ง" จุดเปลี่ยน "ปฏิรูป" โครงสร้างสถาบัน

ปี 2560 ครบรอบ 20 ปีวิกฤติทางการเงินที่รู้จักกันว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น “วิกฤติการเงินในภูมิภาคเอเชีย” บทความนี้ เขียนโดย “เสาวณี จันทะพงษ์” ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ “นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์” เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธปท.

โดยนำเสนอสาเหตุและบทเรียนของวิกฤติดังกล่าว การวางโครงสร้างเชิงสถาบันให้เข้มแข็งเพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความท้าทายในอนาคตเพื่อเตรียมป้องกันและรองรับวิกฤติที่ไม่คาดคิดมาก่อน

สาเหตุของวิกฤติมาจากการสะสมความเสี่ยงในช่วงก่อนปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะฟองสบู่นำไปสู่การเกิด “วิกฤติคู่” ทั้งวิกฤติค่าเงินและวิกฤติสถาบันการเงิน จากปัจจัยหลัก 3 ด้านคือ 1. ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค 2. การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินในสถานการณ์ที่ยากลำบากภายใต้เงื่อนไข “Impossible Trinity” และ 3. ปัจจัยเชิงสถาบันของไทยที่ไม่เข้มแข็งขาดธรรมาภิบาล

วิกฤติปี 2540 ถือเป็น “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของไทย” ที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเพื่อวางโครงสร้างเชิงสถาบันและพัฒนาให้เข้มแข็งเป็นลำดับ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยผ่านบทพิสูจน์สำคัญมาได้หลายครั้งทั้งวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 และมหาอุทกภัยของไทยในปี 2554

บทเรียนสำคัญที่ไทยได้รับจากวิกฤติปี 2540 คือ การสร้างสมดุลทางนโยบายและให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การสร้างความเชื่อมั่น (Public Trust) ของระบบเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาเชิงระบบและพร้อมดำเนินนโยบายแบบยืดหยุ่น นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การปรับโครงสร้างเชิงสถาบัน (Institutional Reform) อย่างขนานใหญ่

ทั้งการปรับโครงสร้าง ธปท. การเปลี่ยนกรอบการดำเนินนโยบายการเงินมาเป็นการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น การเปลี่ยนการกำกับดูแลสถาบันการเงินมาเป็นแบบเน้นความเสี่ยง การปฏิรูปสถาบันการเงินตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน การพัฒนาศักยภาพด้านข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการเงิน

การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ด้านดูแลความมั่นคงของระบบการเงิน เช่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เครดิตบูโร ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในภูมิภาคซึ่งได้พัฒนามาเป็น “มาตรการริเริ่มเชียงใหม่พหุภาคี” (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) ในปัจจุบัน

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ปรับโครงสร้างเชิงสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความท้าทายจากความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะโลกในปัจจุบันมีลักษณะ “VUCA” คือ ผันผวนสูง (Volatility) ไม่แน่นอนและคาดเดายาก (Uncertainty) เชื่อมโยงซับซ้อน (Complexity) และไม่ชัดเจนในผลลัพธ์ต่างๆ (Ambiguity) เศรษฐกิจไทยจึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้หลากหลายมิติมากขึ้น

ที่สำคัญคือ การปรับโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจทั้งด้านแรงงานและประสิทธิภาพการผลิต การเตรียมนโยบายรองรับเทคโนโลยีที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน (Disruptive Technology) การดูแลเสถียรภาพระบบการเงินโดยเน้นการประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) การส่งเสริมความร่วมมือในการบริหารเศรษฐกิจ (Policy Coordination) ตลอดจนส่งเสริมทัศนคติและค่านิยมตาม “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” บนเงื่อนไขของการมีทั้ง “ความรู้คู่คุณธรรม” ในทุกภาคส่วนสังคม ทั้งในการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางวัฏจักรเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

หน่วยงานใหม่เสริมความมั่นคง

ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการก่อตั้งหน่วยงานใหม่หลายองค์กรเพื่อให้ระบบการเงินมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น เช่น หน่วยงานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข้อมูลให้ระบบการเงินไทย หน่วยงานที่ทำหน้าที่รองรับทั้งในช่วงก่อนและหลังเกิดวิกฤติ เป็นต้น เปรียบเหมือนการสร้างระบบป้องกันไฟไหม้ ทั้งระบบเตือนภัย ระบบดับเพลิงในอาคาร เตรียมรถดับเพลิงและสถานีดับเพลิงไว้ให้พร้อม

อย่างไรก็ตาม การระวังป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้เป็นวิธีที่ดีสุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน องค์กรสำคัญที่ตั้งใหม่หลังวิกฤติ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ตั้งเมื่อปี 2540 บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ตั้งในปี 2542 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ตั้งในปี 2542 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ตั้งในปี 2547 สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ดีบีเอ) ตั้งเมื่อปี 2551 และ คลินิกแก้หนี้ ตั้งในปี 2560