วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่างชาติสนใจ 'ฟินเทค'

ต่างชาติสนใจ“ฟินเทค” ยื่นขอเปิดบริการ3ราย

ก.ล.ต.เผยขณะนี้มีผู้ประกอบการต่างชาติสนใจทำธุรกิจฟินเทคประเภท“คราวด์ฟันดิ้ง”พร้อมเปิดให้บริการรูปแบบใหม่ ขณะที่มีผู้สนใจ9รายขอตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ แจงอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับแบงก์ชาติ ป้องกันการทับซ้อน ชี้ในอนาคตมีโอกาสเปิดช่องทางร่วม

นายปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า กระแสธุรกิจฟินเทคในประเทศไทยสร้างความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการต่างประเทศ 2-3 ราย ติดต่อหารือกับสำนักงานก.ล.ต.เพื่อขออนุญาตเป็นตัวกลางในการระดมทุนผ่านระบบคราวฟันดิ้ง (equity crowdfunding porta) ในไทยโดยอยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ และกฎเกณฑ์ของสำนักงานก.ล.ต.

นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาพูดคุยถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ๆที่ใช้ในต่างประเทศ และสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการให้บริการในไทย เช่น social investing platform เป็นต้น ซึ่งบางกรณีที่ดูจะเข้าข่ายเป็นการปล่อยสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (Peer-to-Peer lending) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานก.ล.ต.จะประสานงานใกล้ชิดกับธปท. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการรายดังกล่าว

ในส่วนผู้สนใจภายในประเทศนั้น มีผู้ที่สนใจให้บริการผ่านช่องทางการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนอิสระ โดยอยู่ระหว่างยื่นคำขออนุญาตกับก.ล.ต.3 ราย และอยู่ระหว่างหารือก่อนยื่นคำขออย่างเป็นทางการอีก9รายส่วนการเข้าร่วมสนามทดลองกับก.ล.ต.ปัจจุบันมีบริษัทอยู่ระหว่างหารือก่อนยื่นคำขอฯอย่างเป็นทางการด้านที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (private fund management) 1 ราย

ด้านการอำนวยความสะดวกกับผู้ประกอบการฟินเทคนั้น ที่ผ่านมาผู้ที่มีหน้าที่ดูแลด้านฟินเทคของ ธปท. และ ก.ล.ต. ทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจ หรือเข้าทดลองในสนามทดลอง หรือ regulatory sandbox ของทั้ง 2 หน่วยงานอยู่แล้วโดยหากอนาคตเห็นว่า มีcross-cuttingissues กันมากจริง ๆ ก็อาจมาคุยกันเพิ่มว่าสามารถอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมได้อย่างไร ซึ่งการมีเปิดหน่วยงานกลางขึ้น เพื่อเป็นตัวกลางในการพูดคุยกับธุรกิจฟินเทค ก็อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถพิจารณาร่วมกันได้ต่อไป

ทั้งนี้แนวทางของ ก.ล.ต. คือการเน้นให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ได้จริงในไทยผ่านการเปิดพื้นที่ให้ทดลองกับลูกค้าจริงในวงจำกัด และการปรับปรุงกฎเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ของผู้ประกอบธุรกิจมากขึ้น ซึ่ง ก.ล.ต. สนับสนุนให้ผู้มีการให้บริการรูปแบบใหม่ๆ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจอยู่เดิมในปัจจุบันและผู้เล่นรายใหม่เข้ามาหารือในรายละเอียด เพื่อพิจารณาแนวทางที่เป็นไปได้ร่วมกันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลถึงกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดในปัจจุบัน