วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสนอ '3 ลด’ เพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจไทย

เสนอนโยบาย "3 ลด" เพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจไทย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า  หากจะให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไทยต้องอยู่ร่วมกับโลกการค้าเสรีพร้อมเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ยึดหลักการชาตินิยมอย่างสุดโต่ง สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างทัดเทียมกับเพื่อนบ้าน เพราะหากประเทศรอบตัวได้ประโยชน์ ไทยเองก็ได้ดีตามมา ไม่จำเป็นต้องให้ประโยชน์เราเป็นอันดับแรก โดยอาศัยนโยบาย ‘3 ลด’ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ดังนี้

ลดขนาดภาครัฐ - แผนของประเทศต้องชัดเจนว่าเราอยากเห็นภาครัฐมีขนาดใหญ่หรือเล็ก วัดได้จากสัดส่วนการใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP ที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 17% เราทราบกันดีว่าภาครัฐมีความคล่องตัวน้อยกว่าเอกชน บทบาททางเศรษฐกิจของภาครัฐควรลดลงและอยู่ในกรอบการกระจายรายได้ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณะ เพื่อให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้นในกิจกรรมเศรษฐกิจของประเทศ วิธีการลดบทบาทภาครัฐมีมากมาย ยกตัวอย่าง การเร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเดินหน้าความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP และเมื่อรัฐมีรายจ่ายลดลง รัฐก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีรายได้มากเช่นในปัจจุบัน รัฐอาจมีความสามารถปรับลดภาษีได้โดยไม่กระทบกับหนี้สาธารณะ อีกทั้ง การลดภาษียังสามารถกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนได้อีกด้วย

ลดกฎระเบียบ - ประเทศไทยยังมีปัญหาความยุ่งยากในการทำธุรกิจ เห็นได้จากอันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลกที่ให้ไทยอยู่ที่อันดับ 46 แม้ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 49 ในปีก่อน แต่ยังห่างกับมาเลเซียและสิงคโปร์มาก ทั้งนี้ ควรมีการลดกฎระเบียบต่างๆ และเพิ่มความคล่องตัวของส่วนงานราชการให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเอกชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในเวทีโลก ไม่เช่นนั้นแล้ว นักลงทุนต่างชาติอาจยังลังเลที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตได้

ลดกำแพงกั้นเพื่อนบ้าน - เพื่อสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ไทยเองควรเปิดประเทศให้กว้างและลึกขึ้น กว้างขึ้นคือ ควรเปิดเสรีการค้ากับหลากหลายประเทศให้มากขึ้น และลึกขึ้นคือควรเดินหน้าแก้กฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือถือครองสินทรัพย์ได้มากขึ้น ที่ผ่านมา การเปิดเสรีค่อนข้างช้า อาจเนื่องจากไทยกังวลว่าจะเสียผลประโยชน์กับประเทศอื่น จึงมีการเจรจาที่ยาวนาน แต่หากเรามองว่า แม้เราจะเสียประโยชน์ให้ประเทศอื่นบ้างเพื่อแลกกับการเติบโตและมีกระบวนการพัฒนาและเรียนรู้ในประเทศ ไทยเองก็น่าจะลองมาพิจารณาการเปิดเสรีบางกลุ่มได้ เช่น การเปิดเสรีภาคบริการในด้านการเงิน

“สุดท้ายแล้ว หากเศรษฐกิจไทยจะรอฟ้ารอฝนให้เป็นใจ หรือหวังให้ตลาดโลกฟื้นตัวเพื่อพยุงการส่งออก ก็คงไม่พอให้เศรษฐกิจเติบโตได้เหนือ 4% เพราะต่อให้เศรษฐกิจโลกฟื้น ไทยเองก็ไม่มีอะไรใหม่ๆ ไปขาย เพราะขาดการลงทุนมานาน ไทยติดกับดักการลงทุนมา 4 ปีซ้อน และนับวันยิ่งจะห่างออกไปจากห่วงโซ่อุปทานตลาดโลก คงถึงเวลาที่เราต้องหันมาปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนภาคเอกชนหันกลับมาลงทุนเสียที ไม่เช่นนั้นแล้ว คงเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำยาวเป็นรูปตัว L และจะบ่มเพาะกระแสชาตินิยมให้ใช้นโยบายสุดโต่งเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราสามารถใช้นโยบายที่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์น้อยกว่าโลก แต่โตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนได้ นั่นคือนโยบาย 3 ลด หรือ The World First, Thailand Follows.” 

แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้

สำหรับตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก็คล้ายๆ เดิม นั่นคือการลงทุนภาครัฐ โดยภาครัฐเร่งลงทุนในช่วงไตรมาสแรกต่อเนื่องจากปีก่อน ดังเห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสองและมอเตอร์เวย์ภาคตะวันออก รวมทั้งโครงการขนาดเล็กทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี รถไฟทางคู่ในภาคต่างๆ และโครงการรถไฟฟ้าในอีกหลายสายยังมีความล่าช้า

นอกจากตัวแปรหลักๆ ข้างต้นแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ยังให้น้ำหนัก การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กระเตื้อง เพราะเอกชนลงทุนต่ำต่อเนื่องมา 4 ปีซ้อน และยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยไตรมาสแรกการลงทุนภาคเอกชนหดตัวราว 1.1% ส่วนสำคัญคือความเชื่อมั่นเอกชนยังไม่ฟื้นเต็มที่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง

นอกจากนี้ กำลังการผลิตภาคเอกชนยังต่ำ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งลงทุน ประกอบกับอุปทานส่วนเกินยังสูง ขณะที่อุปสงค์หรือความต้องการทั้งในและต่างประเทศขยายตัวช้า โดยรวมเรามองว่าเอกชนน่าจะกลับมาลงทุนได้ดีขึ้นหลังปัญหาความไม่ชัดเจนเหล่านี้คลี่คลาย ประกอบกับการที่ภาครัฐเร่งลงทุนในโครงการต่างๆ ที่สามารถทำให้เอกชนมั่นใจถึงความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่จะส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดต่อไปหลังการเลือกตั้งได้

โดยสรุป สำนักวิจัยคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 3.2% แม้มีปัจจัยบวกด้านการส่งออก แต่เป็นห่วงความเสี่ยงด้านการลงทุนภาคเอกชนที่มากขึ้น

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สำนักวิจัยมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.50% ตลอดทั้งปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตช้าท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่แม้จะเร่งขึ้นจากปีก่อน แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ

ส่วนทิศทางค่าเงินบาท ช่วงปลายปีนี้ค่าว่าน่าจะเห็นค่าเงินอยู่ที่ระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์