บอร์ดไฟเขียว "WHAUP" ไฟเขียว แตกพาร์จาก 5 บาท เป็น 1 บาท หวังเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท
นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นของบริษัทที่ตราไว้ (Par Value) จากเดิมหุ้นละ 5 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท โดยทุนจดทะเบียนของบริษัทคงเดิมที่ 3,825 ล้านบาท แต่จำนวนหุ้นสามัญของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 765 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท เป็น 3,825 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ วงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงิน เพื่อบริหารจัดการต้นทุนการเงินของบริษัทให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน และเงินลงทุนระยะยาวสำหรับพัฒนาโครงการใหม่ๆ และรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทในอนาคต ทั้งนี้ การที่บริษัทมีความสามารถในการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้ กอปรกับสภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบัน ซึ่งอัตราผลตอบแทนยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ บริษัทจึงคาดว่าอัตราต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของบริษัทจะลดลงหลังจากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติวาระดังกล่าว ทางบริษัทเตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 นี้ เพื่อนำวาระพิจารณาการแตกพาร์ และการออกหุ้นกู้ในการขอมติเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
"การแตกพาร์ มาอยู่ที่ 1 บาท นั้น บริษัทเล็งเห็นว่า จะส่งผลเชิงบวกต่อนักลงทุน เพราะจำนวนหุ้น WHAUP ที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทได้มากขึ้น และทำให้หุ้น WHAUP มีสภาพคล่องมากขึ้น" นายวิเศษ กล่าว
นายวิเศษ กล่าวอีกว่า บริษัทมั่นใจว่ารายได้และส่วนแบ่งกำไรในส่วนของบริษัทในปี 2560 จะเติบโตกว่า 100% ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด เมื่อเทียบจากปีก่อนที่มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรในส่วนของบริษัทจำนวน 1,756.2 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการเปิดดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้า จำนวน 4 โครงการ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้ว 1 แห่ง ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเตรียมเปิดอีก 3 แห่ง ในช่วงเดือนกรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน ตามลำดับ นอกจากนี้ ปริมาณความต้องการใช้น้ำและการบำบัดน้ำเสียรวมของกลุ่มลูกค้าเดิม และกลุ่มลูกค้าใหม่ภายในนิคมอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าปริมาณการขายน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียของบริษัทรวมในปี 2560 จะสูงกว่าระดับ 100 ล้านลบ.ม. เพิ่มขึ้นประมาณ 20 ล้านลบ.ม. จากปีก่อนหน้า









