"ต่างชาติ" มองตลาดหุ้นไทย "ไม่น่าดึงดูด" เหตุการลงทุนภาครัฐล่าช้า
ต่างชาติ มอง ตลาดหุ้นไทยไม่น่าดึงดูด เหตุการลงทุนภาครัฐล่าช้า พร้อมเบนเข็มลงทุนเอเชียเหนือ มองปัจจัยการเลือกตั้งไม่มีผลกระทบเพราะแม้ 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีเลือกตั้งแต่ก็เติบโตได้ดี ประเมินธปท.ไม่ได้ออกมาตรการสกัดค่าเงินที่รุนแรง
ภาพรวมความเคลื่อนไหวของต่างชาติจากต้นปีที่ผ่านมาถึงวันที่ 29 พ.ค. พบว่ายังมียอดซื้อสุทธิหุ้นไทยอยู่ที่ 8,847.71 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่ามียอดซื้อสุทธิ 16,506.94 ล้านบาท
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางของนักลงทุนต่างชาติในขณะนี้คาดหวังกับการลงทุนภาครัฐที่จะเข้ามาขับเคลื่อน โดยที่ผ่านมามองว่า การลงทุนต่างๆยังล่าช้ามาก และไม่ดึงดูดใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากเท่าที่ควร
“ปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักมากที่สุด คือ การลงทุนภาครัฐบาลที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีความล่าช้า ทั้งการลงทุนขนาดใหญ่อย่างโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ยังไม่คืบหน้า ”
นอกจากนี้การจัดงานโรดโชว์มีต่างชาติให้ความสนใจลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 % ทำให้เลือกไปลงทุนตลาดหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า และจะเห็นว่าเงินทุนเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่ประเทศเอเชียเหนือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เพราะการส่งออกฟื้นตัวดี รวมถึงมาเลเซีย ฟิลิปปินส์เติบโตโดดเด่น
ทั้งนี้คาดหวังว่าไตรมาส4 การเติบโตเศรษฐกิจ น่าจะฟื้นตัวโดดเด่นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2561 ส่วนปัจจัยการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่า อาจจะมีการเลื่อนออกไป ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลเพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ไม่มีการเลือกตั้ง แต่ภาวะเศรษฐกิจก็ยังขับเคลื่อนได้ และตลาดหุ้นก็ปรับตัวได้ดีด้วย
กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะมีการออกมาตรการเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินนั้น จะไม่ส่งผลกระทบกับตลาดทุน เพราะ เชื่อว่าจะไม่มีการออกมาตรการที่รุนแรงจนส่งผลกระทบกับภาพโดยรวม
นายเอกภาวิน สุนทราภิชาติผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพเงินทุนต่างชาติระยะสั้นอาจจะชะลอตัวไปบ้างเนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ โดยปัจจัยในต่างประเทศ ยังมองว่ายังถูกกดดันค่อนข้างมาก









