วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

 ลุ้น 'เอเอวี' ยกฐานะพันธมิตรนกแอร์

ลุ้น“เอเอวี” ยกฐานะพันธมิตรนกแอร์

ช่วงที่ผ่านมากรณีการเพิ่มทุนของบริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) NOK จำนวน 781.25ล้านหุ้น แบ่งเป็น 625 ล้านหุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมอัตรา 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุุ้นใหม่ ที่ราคา 2.40บาท เปิดจองซื้อ16-22 พ.ค.ที่ผ่านมา และอีก 156 .25 ล้านหุ้น เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิควบคู่กับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิม

 เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) THAI แสดงความจำนงไม่ใช้สิทธิ์ในการรับหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของอนาคตของนกแอร์ ทำให้เกิดแรงเทขายจนหุ้นนกแอร์ ปรับตัวลดลงทันที 3-4%

จนกระทั่ง บริษัทนกแอร์ ออกมาชี้แจงว่า แม้การบินไทยไม่ได้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสิทธิ แต่บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ถือหุ้นรายอื่นที่จองซื้อหุ้นของบริษัทเข้ามาทั้งตามสิทธิและจองเกินสิทธิ ทำให้บริษัทได้รับเงินเพิ่มทุนส่วนใหญ่ ซึ่งเพียงพอต่อแผนการใช้เงินของบริษัท โดยไม่ส่งกระทบต่อสภาพคล่องหรือการดำเนินธุรกิจ

ล่าสุดเมื่อบริษัทสายการบินนกแอร์ รายงานผลการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ พบว่า บริษัทการบินไทย ถือหุ้น จำนวน 245 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 21.57% รองลงมา นายทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้น 177.651 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 15.64% นายณัฐพล จุฬางกูร ถือหุ้น จำนวน 151 ล้านหุ้น คิดเป็น 13.29% แต่หากการถือหุ้นกลุ่มจุฬางกูร จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 โดยถือหุ้นรวมกัน 28.93%

นอกจากบริษัทการบินไทย ที่สละสิทธิไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของนกแอร์แล้ว ยังพบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) SCB หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ไม่ใช้สิทธิเช่นกันเพราะสัดส่วนการถือหุ้นลดลงจาก 3.44% เหลือ 1.90% อย่างไรก็ตามสัดส่วนการถือหุ้นนกแอร์ของบริษัทการบินไทย เหลือเพิียง 21.57% จากเดิม 39.20%

ขณะที่มีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่สิทธิคือ กลุ่มตระกูลจุฬางกูร และมี ชาย ศรีวิกรม์ เข้ามาถือหุ้นจำนวน 32 ล้านหุ้นคิดเป็น 2.84%

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า การจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนของนกแอร์ถือว่าไม่ครบตามที่ต้องการ โดยจำนวนหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด 625 ล้านหุ้น จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่สัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ที่ 2.40 บาท ผลการจำหน่ายคือ ขายหุ้นได้ 511 ล้านหุ้น เหลือ 114 ล้านหุ้น และมีการจัดสรร วอแรนท์นกแอร์ชุดที่ 1(NOK-W1)ให้ผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย

การที่บริษัทชี้แจงว่าสำหรับหุ้นที่เหลือจะหาพันธมิตรจาก ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้น สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่สุดคือ การบินไทยไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้สัดส่วนที่เคยเป็นอันดับ 1 คือ 39.2% จะถูก dilute โดยอัตโนมัติเหลือหุ้นอยู่ 19.6% ข้อดีคือ อาจไม่ต้องรับผลขาดทุนจากนกแอร์ เข้ามาในงบการเงิน ซึ่งต้องถือหุ้นมากกว่า 20% ต้องรับกำไรตามส่วนได้เสีย ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 และ 3 คือ ตระกูลจุฬางกูรจะกลับมาถือหุ้นใหญ่ที่ 22.2%

ฝ่ายวิจัยเคยคาดว่าบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)AAV อาจจะให้ความสนใจในการเข้ามาซื้อหุ้นนกแอร์ เพราะความจริงแล้ว สายการบินนกแอร์ มีเส้นทางการบินที่น่าสนใจ แต่การบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นก็จะขึ้นอยู่กับเอเอวี มองว่าราคาเพิ่มทุนนั้นเหมาะสมหรือไม่ และจากการคำนวณพบว่าจะถือหุ้นในสัดส่วน 9.1%เป็นอันดับ 3 

หากซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือทั้งหมดและคาดว่าเอเอวีจะได้รับประโยชน์มากที่สุด หากในที่สุดมีการซื้อนกแอร์จริง จาก synergy แต่ต้องติดตามเงื่อนไข และรายละเอียดอื่นๆอีกครั้ง ทั้งนี้ที่ผ่านมาฝ่ายวิจัยไม่ได้ทำการวิเคราะห์ นกแอร์ในเชิงพื้นฐาน