วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กำไร' บจ.เล็กร่วง

กำไร "บจ.เล็ก"ร่วง คาดครึ่งปีหลัง "เงินทุนไหลออก"

ตั้งแต่ต้นปลายเดือนเม.ย. ถึงต้นเดือนพ.ค. บริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี2560 อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ประกาศออกมาดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์คาดหมายไว้  ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำกว่า 1,550 จุด โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ราคาหุ้นและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ปรับตัวลดลงแรง

มงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในทั้ง 2 ตลาดที่ประกาศออกมา แม้ว่าจะยังไม่ครบทุกบริษัท แต่จากการรวบรวมของบล.พบว่า ในเบื้องต้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการขยายตัวของกำไรสุทธิ 21 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวได้ 23 % จากไตรมาสก่อนหน้า 

“หากเราดูการเติบโตของกำไรโดยรวมจะพบว่าขยายตัวได้ค่อนข้างดีมาก ซึ่งมาจากกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มพลังงานที่ขยายตัวได้ค่อนข้างดี จากราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลการดำเนินงานในกลุ่มธนาคารด้วย”

อย่างไรก็ตาม หากตัดทั้ง 2 กลุ่มนั้นออกไปจะพบว่า ผลประกอบการในกลุ่มอื่นๆ ออกมาไม่ดีนัก และมีกำไรที่หดตัวอย่างน่าใจหาย ทั้งในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่กำไรหดตัวค่อนข้างแรง กลุ่มยานยนต์ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มยาเวชภัณฑ์ กลุ่มบ้านและที่อยู่อาศัย 

ส่วนในตลาดเอ็มเอไอนั้นพบว่ากำไรสุทธิเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่าขยายตัว 18 % แต่เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 4 พบว่าหดตัวแรงถึง 14 % โดยกลุ่มที่ปรับตัวลดลงนั้น คือกลุ่ม ไอซีที กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตร

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานไม่ดี ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการเติบโตอยู่ในระดับที่ดีมาก ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจและเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อกำไรเริ่มไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ จึงเกิดแรงขายออกมาค่อนข้างรุนแรง ซึ่งสวนทางกับหุ้นขนาดใหญ่ที่ส่วนมากยังมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอยู่ 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางหลังจากนี้ มองว่าผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนน่าจะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 โดยการฟื้นตัวน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป และ สิ่งที่ต้องจับตาคือ มูลค่าของหนี้ที่สงสัยจะสูญ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินซึ่งเริ่มมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น  ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนกำไรต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก 

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนาสิน เปิดเผยว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาในช่วงไตรมาสที่ 1 จะพบว่า กำไรบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับตลาด ทำให้เกิดแรงขายออกมาในหุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ แม้ว่าจะไม่กดดันกับภาพรวมตลาดมากนัก แต่ก็สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน

“แรงขายจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก เกิดจากการผิดหวังผลการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปตามที่คาด แม้ว่าผลกระทบจะไม่มีกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยตรงเนื่องจากการเวทน้ำหนักในดัชนีค่อนข้างน้อย แต่ก็ทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนนั้นไม่ดีไปด้วย”

ผลดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องติดตามว่าสุดท้ายแล้วผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนจะออกมาเช่นไร และในไตรมาสที่ 2 จะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่

ด้าน วรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า ส่วนตัวมองว่าแม้กำไรบริษัทจดทะเบียนอาจไม่เป็นไปตามคาดนัก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาจะพบว่า มีปัจจัยต่างประเทศเข้ามากระทบ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของต่างประเทศ

“การปรับตัวลดลงของดัชนีในรอบนี้ไม่ได้มากการปรับตัวลดลงของบริษัทจดทะเบียน เพราะส่วนใหญ่ที่ผลการดำเนินงานออกไม่ดีเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งไม่มีน้ำหนักกับดัชนีมากนัก ซึ่งเรามองว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยต่างประเทศมากกว่า”

ทั้งนี้ ปัจจัยที่เข้ามากระทบกับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ คือปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยของสหรัฐที่จะเข้ามากระทบโดยตรง ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจของยุโรปที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้เงินทุนจากในเอเชียไหลไปยังประเทศในกลุ่มยุโรปได้ ส่วนในประเทศไทยเชื่อว่าการไหลออกของเงินทุนจะไม่รุนแรงมากนัก เพราะการถือครองของนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนที่ไม่สูงมาก

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมการรายงานงบคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อเราลองดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงประมาณการในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าหุ้นขนาดใหญ่และกลางมีการปรับเพิ่มประมาณการ 0.44% และ 0.09% ขณะที่หุ้นเล็กมีการปรับประมาณการลง 1.42% โดยภาพรวมกลุ่มที่กำไรดีกว่าคาด ได้แก่ ปิโตรเคมี ค้าปลีกขณะที่การรายงานล่าสุดกลุ่มที่รายงานผลประกอบการลดลงมากกลุ่มที่รายงานผลประกอบการดีขึ้น