“กิมเอ็ง” มาร์เก็ตแชร์นิวโลว์ โบรกเกอร์แจงวอลุ่มหดแรงเก็งกำไรหาย ก.ล.ต.ชี้ธุรกิจหลักทรัพย์เน้นใช้เทคโนโลยีบริการแทน "แข่งหั่นค่าคอมฯ"
เมย์แบงก์กิมเอ็ง ส่วนแบ่งการตลาดวูบเหลือ 7.78 % ต่ำสุดประวัติการณ์ ด้าน“กสิกรไทย” ชี้ โบรกเกอร์รีเทลเริ่มลำบาก เหตุรายย่อยหยุดเทรด หลังตลาดแกว่งตัวแคบวอลุ่มหายแรงเก็งกำไรลดลงทันที ด้านก.ล.ต.ชี้การแข่งหั่นค่าคอมมิชชั่นลดลง แต่เน้นใช้เทคโนโลยีให้บริการ
ภาพรวมส่วนแบ่งการซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์(มาร์เก็ตแชร์)ที่เน้นนักลงทุนรายบุคคล ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)MBKET ล่าสุดมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 7.78 % จากปีก่อนที่ 8.15 % ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
แหล่งข่าวโบรกเกอร์กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของมาร์เก็ตแชร์ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งนั้น น่าจะเกิดจากที่ผ่านมา บริษัทมุ่งเน้นลูกค้าที่เน้นการซื้อขายเก็งกำไรแต่เมื่อตลาดแกว่งตัวจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ประกอบกับบล.อื่นๆ มีการพัฒนาค่อนข้างมาก ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูการเปิดให้บริการของบล.หยวนต้า จะส่งผลกระทบหรือไม่ เพราะอาจมีเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเมย์แบงก์กิมเอ็งย้ายออกไป
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพของการให้บริการซื้อขายบริษัทหลักทรัพย์ที่เน้นนักลงทุนรายย่อยนั้น ยอมรับว่าจากต้นปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายบุคคล ที่ปรับตัวลดลง จากสัดส่วนต่อมูลค่าการซื้อขายที่ระดับ 60 % เหลือ ระดับ 40 % เกิดจากดัชนีตลาดหุ้นที่แกว่งตัวในกรอบแคบ นักลงทุนมีการเก็งกำไรน้อยลง
“ภาพของตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปีแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ ทำให้นักลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรนั้นหยุดเทรด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับโบรกเกอร์ที่เน้นลูกค้ารายบุคลให้ได้รับผลกระทบไปด้วย เห็นได้จากส่วนแบ่งทางการตลาดของโบรกเกอร์กลุ่มดังกล่าวร่วงลงอย่างชัดเจน”
ทั้งนี้กลุ่มบล.รายงานกำไรไตรมาส1ปีนี้ออกมาส่วนใหญ่จะฟื้นตัวดี โดยบล.เอเซียพลัส รายงานกำไรเพิ่มขึ้น 43%จากปีก่อน บล. โนมูระ พัฒนสิน กำไรเพิ่มขึ้น 36 % บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ลดลง 1 %บล.ซีมิโก้ เพิ่มขึ้น693 % และ บล.เคจีไอ(ประเทศไทย ) เพิ่มขึ้น30 %
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยในรายงานประจำปี 2559 ว่า ภาพรวมของธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ ช่วงปีที่ผ่านมาพบว่า มีการปรับรูปแบบการประกอบธุรกิจจากการแข่งขันด้านราคาหันมาเน้นการให้บริการโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากผู้ลงทุนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกผู้ให้บริการ ซึ่งแต่เดิมพิจารณาจากปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก มาเป็นปัจจัยด้านการให้คำแนะนำและเครื่องมือที่ช่วยทำกำไรในการซื้อขาย
โดยจากการสำรวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้ประกอบธุรกิจ ข้อมูลสิ้นสุด ณ เดือนธ.ค. 2559 พบว่าบล.ส่วนใหญ่เสนอบริการ mobile / web application ซึ่งมีฟังก์ชันการใช้งานที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้ลงทุนกำหนดกลยุทธ์การลงทุนเองแต่ยังคงมีปริมาณไม่มากนักในแง่ของการพัฒนาระบบ mobile / web application








