"เอกชน" แห่จัดเรทติ้ง "หุ้นกู้" ปมผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี
สมาคมตราสารหนี้เผยเอกชนหันมาจัดเรทติ้งมากขึ้น แม้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ลงทุนได้ หรือ อินเวสท์เม้นท์เกรด หลังกลุ่ม “นอนเรท” หลายบริษัทผิดนัดชำระหนี้ แถมเอกชนส่วนใหญ่หันออกหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่ม ไตรมาสแรกปรับขึ้นถึง 41% ส่วนหุ้นกู้สั้นลดลง 25%
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย(ไทยบีเอ็มเอ) เปิดเผยว่า เริ่มเห็นแนวโน้มบริษัทเอกชนที่ไม่เคยจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตเรทติ้ง หันมาจัดเครดิตเรทติ้งมากขึ้น แม้ว่าจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ลงทุนได้ หรือ อินเวสท์เม้นท์เกรด (Investment grade) ก็ตาม ซึ่งเป็นผลพวงจากช่วงที่ผ่านมา มีหลายบริษัทที่เป็นกลุ่มไม่ได้จัดเรทติ้ง ( non rated) ผิดนัดชำระหนี้ในตั๋วแลกเงินระยะสั้น(บี/อี) เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลใช้ในการพิจารณาลงทุน
“ผลกระทบหลังจากที่มีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ระยะสั้น ทำให้หลายบริษัทหันไปออกตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ตัว non rated ระยะสั้นก็ปรับลดลง นอกจากนี้สิ่งที่ตามมาอีกคือ มีการออกตราสารหนี้ที่มีเรทติ้ง แต่อยู่ในกลุ่มที่ต่ำกว่า investment grade มากขึ้น”
โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าคงค้างตราสารหนี้เอกชนอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.46% จากสิ้นปีก่อนหน้า สำหรับมูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะยาวอยู่ที่ 1.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 41%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของหุ้นกู้ที่จัดเรทติ้ง ขณะที่การออกตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ 1.53 แสนล้านบาท ลดลง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากการกู้ยืมของกลุ่มธุรกิจ Non rated ซึ่งลดลง 17% ขณะที่กลุ่ม Non rated อื่นๆลดลง 11%
สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าคงค้างรวมอยู่ที่ 11.24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เดิมคาดว่าในปีนี้ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลกลับไปที่ตลาดสหรัฐ หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) แต่ปรากฏว่าในช่วง3เดือนแรกไม่ได้เป็นแบบนั้น เงินยังไหลเข้าสู่ โดยเดือนม.ค.ไหลเข้า 2.8 หมื่นล้านบาท เดือนก.พ.ไหลเข้า 3.9 หมื่นล้านบาท ส่วนเดือนมี.ค.ค่อนข้างผันผวน โดยครึ่งแรกของเดือนเงินไหลออก แต่ไหลเข้าในช่วงครึ่งเดือนหลัง ทำให้ทั้งเดือนซื้อสุทธิอยู่ 1.2 พันล้านบาท ส่วนในเดือนเม.ย.นั้น เริ่มขายสุทธิอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท
ภาพรวมทั้งปี หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มเงินน่าจะไหลไปสหรัฐ แต่จากความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ ทำให้เกิดความผันผวนได้ อย่างไรก็ตามจากการติดตามดูการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ พบว่าแทบจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยเลย เพราะสัดส่วนการถือครองของต่างชาติมีน้อย ไม่ถึง 10%ของตลาดรวม เทียบกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีสัดส่วนการถือครองของต่างชาติสูงถึง30-40%








