วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PSH - ถือ

แม้ยังไม่ตื่นเต้น แต่ก็มีอะไรให้เล่นได้บ้าง

ประเด็นการลงทุน

ในระยะสั้นนั้น เรามองว่ามีปัจจัยเชิงบวกสองประการที่น่าจะสามารถกระตุ้นราคาหุ้น PSH ปรับตัวสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตามเรามองว่าโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นนี้อาจเพียงไม่มากนัก จนกว่าจะถึงช่วงที่ผลประกอบการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ โดยในระยะสั้นนี้เราคาดการณ์ถึงปัจจัยบวกสองประการได้แก่ ยอดจองซื้อที่แข็งเกร่งในไตรมาส 1/60 (เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่เพียงทรงตัว QoQ) และคาดกาณณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2559 ที่ค่อนข้างดี (ซึ่งเราคาดจะประกาศณ ช่วงปลายเดือน เม.ย.) ทั้งนี้มูลค่าหุ้นค่อนข้างถูกอยู่ในระดับ PER ปี 2560 ที่เพียง 7.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549- 2559 เท่าอยู่ถึงประมาณ 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อย่างไรก็ตามเรามองถึงกำไรไตรมาส 1/60 จะไม่น่าตื่นตาตื่นใจนัก กอรปกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 2560 คาดว่าจะปรับตัวได้ช้ากว่าอัตราการเติบโตของค่าเฉลี่ยของกลุ่มอสังหาฯ ที่เราให้คำแนะนำจึงทำให้เราคงคำแนะนำที่ ถือ ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2560 ที่ 23.60 บาท อ้างอิงจากเป้าหมาย PER ที่ 8 เท่า

ผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากการเปิดโครงการคอนโดระดับบนแห่งแรก

จากการเปิดตัวโครงการคอนโดระดับบนแห่งแรกของ PSH ในเดือน มีนาคมที่ผ่านมานั้น บริษัทได้รับผลการตอบรับที่ยอดเยี่ยม โดยมีอัตราจองซื้อสูงถึง 100% และมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 250,000 บาท/ตรม. ต่อยูนิต สำหรับโครงการ The Reserve Thonglor 2 (มูลค่าโครงการอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท) โดยบริษัทได้มีที่ดินพร้อมเพื่อสร้างโครงการระดับพรีเมียมซึ่งมีมูลค่ารวม 20 พันล้านบาท ซึ่งคาดเปิดตัวโครงการในปี 2560 และในช่วงต้นปี 2561 โดยแบ่งเป็นโครงการคอนโดทำเลที่ดีมากบริเวณ พญาไท, ประดิพัทธิ์, บางโพธิ์ และเอกมัย และโครงการแนวราบ ระดับพรีเมียมอีกสองถึงสามโครงการ ทั้งนี้ในปี 2560 ยอดจองซื้อของโครงการระดับบนนั้นคาดว่าจะเกินเป้าหมายของบริษัท PSH ที่ 2.4 พันล้านบาท หรือ 8% ของเป้าหมายยอดจองซื้อปี 2560 โดยรวม อย่างไรก็ตามเราคาดว่ารายได้จากโครงการระดับบนจะไม่มากนักในปี 2560 เนื่องจากมีเพียงโครงการแนวราบระดับบนเท่านั้นที่สามารถโอน
เพื่อรับรู้รายได้ได้ในปีนี้ โดยโครงการคอนโดระดับบนซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง (เนื่องจากการซื้อที่ดินในราคาถูกหลายปีก่อน) จะเริ่มทำการโอนในปี 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในระยะยาว PSH วางแผนที่จะเพิ่มสัดส่วน โครงการระดับบนเป็นประมาณ 30% ของ portfolio ทั้งหมดของบริษัท

คาดยอดจองซื้อที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/60 แต่กำไรไม่ตื่นเต้น

เราคาดว่ายอดจองซื้อรวมในไตรมาส 1/60 จะอยู่ที่ 13 พันล้านบาท (แบ่งเป็นโครงการแนวราบประมาณ 60% และโครงการคอนโด 40%) เติบโต 32% YoY และ 33% QoQ เนื่องจากยอดจองซื้อของคอนโดที่ดีมากโดยคาดเติบโตก้าวกระโดดถึง 186% YoY และ 261% QoQ (หลักๆ จากโครงการ The Tree Sukhuvmit 71, โครงการ The Reserve
Thonglor 2) ซึ่งมากเกินพอที่จะชดเชยยอดจองซื้อของโครงการแนวราบที่คาดจะลดลงเล็กน้อย YoY และ QoQ ทำให้เราคาดว่ายอดจองซื้อรวมในไตรมาส 1/60 จะคิดเป็น 25% ของเป้าหมายบริษัทปี 2560 ที่ตั้งไว้ รวม 53 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามเราคาดกำไรหลักในไตรมาส 1/60 มีแนวโน้มที่จะลดลง YoY และ QoQ เนื่องจากรายได้ที่ลดลงและอัตรากำไรหลักที่น้อยลงเช่นเดียวกัน โดยเรามองว่ากำไรรายไตรมาสของบริษัทนั้นจะกลับมาน่าสนใจในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 เนื่องจากมีโครงการคอนโดขนาดเล็กหนึ่งแห่งและโครงการคอนโดขนาดใหญ่อีกสามแห่งที่เริ่มโอนในครึ่งหลังของปีนี้ (ได้แก่ คอนโดที่ บางอ้อ, พหลโยธิน 89 และ สถานีเซ็นทรัล) มูลค่าโดยรวมอยู่ที่ 10 พันล้านบาท

ลุ้นเงินปันผลประกาศ ณ ช่วงปลายเดือน เม.ย.

เราคาดว่า PSH จะประกาศการจ่ายเงินปันผลส่วนที่เหลือสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2559 ในช่วงปลายเดือน เม.ย. หลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท PS Real Estate จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 21 เม.ย 2560 (ซึ่ง PSH เป็นเจ้าของ 98%) ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลครั้งสุดท้ายสำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2559 ทั้งนี้เราคาดอัตราการเงินปันผลส่วนที่เหลือของ PSH จะอยู่ที่ 0.80 บาทต่อหุ้น บนสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 52%, คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเบื้องต้นที่ 3.5% (คาดว่าจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือน พ.ค.)

ความคืบหน้าของโรงพยาบาลแห่งใหม่

คณะกรรการของบริษัทได้อนุมัติเงินลงทุนมูลค่า 4.9 พันล้านบาทแก่การสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ชื่อว่าโรงพยาบาลวิมุตติ มีจำนวนเตียงผู้ป่วยในที่จดทะเบียนจำนวน 250 เตียง ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินใกล้กับสถานี BTS โดยมุ่งเน้นไปยังตลาดผู้ป่วยขาวไทยระดับกลางและคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดทำกภายในสามปี หลังจากนี้ โดยอัตราผลตอบแทนภายในโครงการนี้ (IRR) คาดว่าจะอยู่ที่ 15-16% ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารมีนโยบายขยายธุรกิจไปยังธุรกิจการแพทย์จะเป็นการลดความเสี่ยงโดยเพิ่มธุรกิจที่เป็นรายได้ประจำ และเพิ่มโอกาสการเติบโตของกำไรในระยะยาวในอนาคตได้