เดนทัลฯเกาะเทรนด์ "เมดิคัลฮับ" เน้นบริการพรีเมียมเพิ่ม "มาร์จิน"
หนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ไม่สามารถคลาดสายตาได้ในปี 2560 คือเทรนด์ดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ระยะ 1-2 ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้ สังเกตได้จากการที่มีผู้ประกอบการโรงพยาบาลเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อขยายกิจการกันอย่างคับคั่ง รวมไปถึงการกำหนดนโยบายลงทุนของผู้จัดการกองทุนต่างๆ ที่ต้องมีการลงทุนในธุรกิจสุขภาพ (Health Care) ติดพอร์ตอยู่เสมอ
พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ D กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจทันตกรรมจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย อีกทั้งยังได้อานิสงส์จากการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยเติบโตมากกว่าในอดีต เพราะไทยเทียบได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)
“เทรนด์เมดิคัลฮับยังอยู่กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจทันตกรรมก็เป็นหนึ่งในเมดิคัลฮับ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11% ของมูลค่าตลาดด้านการแพทย์ของไทย และเดนทัล คอร์ปอเรชั่น มีส่วนแบ่งทางการตลาดในทันตกรรมเพียง 1% เท่านั้น สะท้อนกว่าโอกาสการเติบโตของเดนทัล คอร์ปอเรชั่น ยังมีอีกมาก”
พรศักดิ์ กล่าวว่า เดนทัลฯ มีแผนเสนอขายหุ้นไอพีโอ 50 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนภายหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุน จะใช้สำหรับการลงทุนเพื่อขยายสาขา , ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน และที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
ทั้งนี้ เดนทัล คอร์ปอเรชั่น ดำเนินธุรกิจให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจร ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 12 สาขา แบ่งเป็นศูนย์ทันตกรรม 2 สาขา และคลินิกทันตกรรม 10 สาขา ในกรุงเทพ 10 สาขา และภูเก็ต 2 สาขา โดยดำเนินการภายใต้แบรนด์ 3 แบรนด์หลัก ประกอบด้วย BIDC หรือ Bangkok International Dental Center ซึ่งเป็นศูนย์ทันตกรรม 1 สาขา , Dental Signature ซึ่งเป็นคลินิกทันตกรรม 3 สาขา และ Smile Signature ซึ่งเป็นศูนย์ทันตกรรม 8 สาขา
ความต่างของ 3 แบรนด์คือ การรองรับผู้ใช้บริการ โดยแบรนด์ BIDC จะเน้นความครบวงจรของการบริการ รวมไปถึงรองรับการเป็น Dental Tourism ซึ่งเป็นกระแสที่ต่อเนื่องมาจาก Medical Hub ของไทย ส่วนแบรนด์ Dental Signature จะเน้นให้บริการลูกค้าระดับบน ขณะที่แบรนด์ Smile Signature ได้วางจุดยืนทางการตลาดให้เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าคนไทยสามารถเข้าถึงได้
ภายหลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ซึ่งเบื้องต้นกำหนดไว้ในเดือนเม.ย. 2560 บริษัทจะดำเนินการขยายสาขาเพิ่มตามที่ได้ระบุไว้ในไฟลิ่ง และให้ข้อมูลแก่นักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนสถาบัน
“การเข้าระดมทุนในครั้งนี้ ต้องการนำเงินไอพีโอไปชำระหนี้เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนระดับ 1 เท่า หลังจากเข้าระดมทุนบริษัทจะมีหนี้เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายให้กับบริษัทได้”
พรศักดิ์ กล่าวเพิ่มว่า จุดแข็งของเดนทัลฯ คือประสบการณ์ให้บริการด้านทันตกรรมระดับพรีเมียม และมีฐานลูกค้าต่างประเทศที่ค่อนข้างมาก ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศ อยู่ที่ 50% และลูกค้าในประเทศ 50% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ครอบคลุมการบริหารความเสี่ยงทั้งจากในและต่างประเทศ อาทิ ปัญหาการปิดสนามบินทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้ ทั้งนี้ ลูกค้าต่างประเทศส่วนใหญ่จะมาจากประเทศ ออสเตรเลีย อเมริกา และเมียนมา
นอกจากนี้ เดนทัลฯ ยังเป็นกลุ่มบริษัทที่มีศูนย์ทันตกรรมที่เป็นรายแรกของบริษัทไทยที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพจาก Joint Commission International หรือ JCI Accreditation ประเทศสหรัฐอเมริกา (เป็นรายที่2 ของเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้)
“ซึ่งการที่เรามีบริการระดับพรีเมียม และมีฐานลูกค้าต่างประเทศมาก ทำให้สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรที่น่าพอใจได้ ปี 2559 อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 9.52% และมีความเป็นไปได้ที่ปีนี้ อัตรากำไรจะเป็นตัว 2 หลัก”
ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตที่ดี โดยปี 2559 มีรายได้ 446.52 ล้านบาท เป็นอันดับที่ 1 ของอุตสาหกรรม ในขณะที่การเติบโตของกำไรมีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยในปี 2559 มีกำไรสุทธิ 42.52 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิ 10% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ระดับ 3 % มาจากการควบคุมต้นทุนของบริษัทที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการขยายสาขาเพิ่มขึ้น
แผนการลงทุนในปี 2560 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 50 ล้านบาท สำหรับขยายสาขา 30-35 ล้านบาท โดยจะขยายสาขาแบรนด์ Smile Signature เพิ่มขึ้นอีก 3-5 สาขา จากปัจจุบัน ที่มีอยู่ 8 สาขา จะเน้นสาขาในห้างสรรพสินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในเพิ่มเครื่องอุปกรณ์ในสาขาเดิมอีก 15 ล้านบาท









