วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทหารไทย' 3 ปีเอยูเอ็ม 5 แสนล้าน

ทหารไทยวางเป้า "3 ปี เอยูเอ็ม 5 แสนล้าน" ดันกองทุนรวม-เลี้ยงชีพหัวหอกหลัก-จัดทัพลงทุนสนองนักลงทุนทุกกลุ่ม

บลจ.ทหารไทยติดเครื่องกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปั้นเอยูเอ็ม 3 ปีข้างหน้าทะลุ 5 แสนล้านบาท จากปีก่อนเติบโตดีตามแนวโน้มอุตสาหกรรม สานต่อนโยบาย “จัดทัพลงทุนยุคใหม่” เพื่อช่วยให้การลงทุนง่ายขึ้นหลังแนวโน้มตลาดมีความเสี่ยงสูง สวนทางแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำ

นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้า 3 ปีข้างหน้า มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) สำหรับธุรกิจกองทุนรวม เติบโตที่ระดับ 5 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เติบโตที่ระดับ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลจะเติบโตค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติ

โดย ณ สิ้นปี 2559 เอยูเอ็มของธุรกิจกองทุนรวมอยู่ที่ 305,972 ล้านบาท เติบโต 41.6% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อยู่ที่ 18,835 ล้านบาทเติบโต 13.8% และกองทุนส่วนบุคคล อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ยังคงเดินหน้าสานต่อกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอัตราการเติบโตดีเป็นหลัก ณ เดือน มี.ค.2560 เอยูเอ็ม เติบโตอยู่ที่ระดับ 330,000 ล้านบาทแล้ว สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมกองทุนในปีนี้ นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญใช้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการมากขึ้น ขณะที่นายจ้างและลูกจ้างต้องดูแลกันในระยะยาวมากขึ้น ประกอบกับองค์กรและภาครัฐมีจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

“ตลาดยังบีบคั้นมากขึ้น ทำให้นักลงทุนบริหารยากขึ้น ในแง่ของเราต้องทำหน้าที่นำเสนอเครื่องมือการลงทุนที่เข้าง่ายและเพียงพอให้กับนักลงทุน ขณะที่มีประสิทธิภาพภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ทำให้เรายังเติบโตได้เช่นกัน แน่นอนว่าจะมีกองทุนใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา และยังมีกองทุนเดิมที่เป็นพื้นฐานสร้างความยังยืนทางการเงินให้กับลูกค้า”

ทั้งนี้ บริษัทได้สร้างแนวทางและนโยบายการลงทุนที่ชัดเจนเข้าใจได้ง่าย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม ด้วยการ “สร้างทัพลงทุน” ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สำหรับ “ทัพการลงทุนยุคใหม่” แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกได้แก่ กองหน้า เป็นการลงทุนในหุ้นทุน ช่วยสร้างความมั่งคั่ง( Wealth Builder) ระยะเวลาลงทุน 5-7 ปีขึ้นไป เช่นการลงทุน Global Quality Growth ในSET 50 และ Mid Small Minimum Variance 

ส่วนที่ 2 กองกลาง เป็นการลงทุนในทรัพย์สินสร้างรายได้และตราสารหนี้ ช่วยสร้างกระแสเงินและรักษาอำนาจซื้อ เวลาลงทุน 2-4 ปี เช่นการลงทุนในproperty income plus และGlobal Income และส่วนสุดท้ายเป็นการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลางและสั้น ลงทุนประมาณ 1-12 เดือน เช่นการลงทุนในธนไพบูลย์ (6-12 เดือน) และธนเพิ่มพูน (1-6 เดือน) เป็นต้น

ส่วนทางการลงทุนในหุ้น แนะนำว่าควรจะลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ หรือ DCA (Dollar -Cost Average) เวลาหุ้นถูก ซื้อได้หน่วยมาก และเวลาหุ้นแพง ซื้อได้หน่วยน้อย ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยน้อยกว่าราคาเฉลี่ย ทำให้นักลงทุนสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้แบบ Win-win เช่น จากการศึกษาของบริษัท พบว่า การในหุ้น set 50 เดือนละ 10,000 บาท และเพิ่มปีละ 5% ในระยะเวลา 15 ปี (ณ 28 มี.ค.2544-28 ธ.ค.2559) ราคาต่อหุ้นอยู่ที่ 85 บาท ราคาเฉลี่ยต่อหุ้นอยู่ที่ 44.50 บาท มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหุ้น 33.60 บาท ขณะที่ต้นทุนเงินอยู่ที่ 2.78 ล้านบาท มูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 7.02 ล้านบาท สร้างผลตอบแทนได้ 12.15% ต่อปี แม้ว่าระหว่างทางตลาดหุ้นมีความผันผวนก็ตาม

“ธุรกิจกองทุนรวมในปี ที่ผ่านมา พบว่า เศรษฐกิจทั่วโลกมีความไม่นอนสูงอัตราดอกเบี้ยต่ำลงอย่างเป็นปรากฏการณ์นั้นได้นำโลกเข้าสู่ยุคที่เรียกกัน โดยทั่วไปว่า New Normal อย่างเต็มตัว การลงทุนที่เสี่ยงต่ำ ได้ผลตอบแทนน้อยลงมาก ในขณะที่การลงทุนให้ผลตอบแทนสูงก็มีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงพยายามแสวงหาผลิตภัณฑ์ลงทุนที่เข้าใจได้ง่าย ให้ผลตอบแทนที่สูงพอประมาณ ขณะที่มีความผันผวนที่ไม่สูงจนเกินไป”