คลังแจก 84 ล้านจูงใจติดตั้ง 'อีดีซี'

คลังแจก 84 ล้านจูงใจติดตั้ง 'อีดีซี'

คลังลงนาม 7 แบงก์ติดตั้งเครื่องรูดบัตร 5.6 แสนเครื่อง คาดแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 2561 ยันค่าธรรมเนียมรับบัตรเพียง 0.55% ถูกที่สุดในโลก

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเลือกผู้ติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) จำนวน 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่ม Consortium และกลุ่มกิจการการค้าร่วมโครงการอีเพย์เมนท์ โดยมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอธิบดีกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นสองหน่วยงานผู้กำกับดูแลการคัดเลือกร่วมเป็นสักขีพยานวานนี้ (13 มี.ค.)

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า การติดตั้งเครื่องอีดีซีเป็นส่วนสำคัญในโครงการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติหรือ National e-Payment โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกทั้งสองรายจะทำหน้าที่กระจายอุปกรณ์รับชำระเงิน EDC ดังกล่าวไปยังร้านค้าทั่วไปจำนวน 5.6 แสนเครื่องทั่วประเทศ ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ จะเริ่มทยอยติดตั้งเครื่องได้ทันที คาดว่า จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2561โดยในจำนวนดังกล่าว จะเป็นเครื่องที่ติดตั้งกับหน่วยงานราชการที่รับเงินจำนวน 1.8 หมื่นเครื่องภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถนำบัตรเดบิตและบัตรเครดิตไปใช้ผ่านเครื่องดังกล่าวได้

“ในส่วนของภาครัฐนั้น เราหวังว่า รัฐบาลจะใช้ระบบการรับและจ่ายเงินเป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยเราจะออกระเบียบรองรับเพื่อไม่ให้มีการจ่ายเงินสดในการจัดซื้อจัดจ้างหรือการชำระเงินรวมถึงค่าปรับ จะได้รู้ว่า เงินไปไหนมาไหนทั้งรับและจ่าย ป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลและปัญหาทุจริต”

สำหรับผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ติดตั้งเครื่อง EDC ทั้ง 2 ราย คือ กลุ่ม Consortium ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์และ ธนาคารธนชาติและ กลุ่มกิจการค้าร่วมโครงการอีเพย์เมนท์ (TAPS) ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารกสิกรไทย

“ปัจจุบัน คนไทยมีบัตรเดบิตจำนวน 54 ล้านใบ และ มีเครื่องรับบัตรกว่า 4 แสนกว่าเครื่อง แต่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศแล้ว จำนวนเครื่องรับบัตรของไทยยังถือว่า น้อยว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ถึง 4-5 เท่าตัว รวมทั้ง ปริมาณการใช้บัตรเดบิตในการรูดซื้อสินค้าและบริการยังไม่มากนัก จึงหวังว่า โครงการนี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญการส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้บัตรเดบิตที่คนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกันอยู่แล้วมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสะดวกมากขึ้น ร้านค้ามีช่องทางรับชำระเงินในการทำธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและประเทศสามารถลดต้นทุนการใช้เงินสดลงได้ด้วย”

ค่าธรรมเนียม0.55%ถูกที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะสามารถต่อยอดการใช้เครื่องรับบัตรกับบริการอื่นได้ เช่น โครงการตั๋วร่วม และบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยหลังจากติดตั้งเครื่องรับบัตรดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจะกระตุ้นการใช้บัตรและชำระเงินในระบบอีเพย์เมนท์ โดยจัดแคมเปญแจกรางวัลให้ผู้ใช้และร้านค้ามีสิทธิ์ลุ้นโชคจากการชำระเงินผ่านเครื่องรับบัตรและตู้เอทีเอ็มและจะแจกรางวัลเป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.2560 (สำหรับผู้ที่ใช้บริการในเดือน พ.ค.) เป็นรางวัลมูลค่าเดือนละ 7 ล้านบาท รางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท รวมมูลค่ารางวัลเป็นเงิน 84 ล้านบาท

หลังลงนามดังกล่าว ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จะดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและร้านค้า โดยจะเห็นได้จาก การปรับลดค่าธรรมเนียมการรับบัตรเดบิตเหลือเพียง 0.55% ของมูลค่าเงินที่ชำระ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ถูกที่สุดในโลก จากปัจจุบันจะเก็บในอัตรา 1.5-2.5 %ของมูลค่าเงินที่ชำระ ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจให้กับร้านค้าและจูงใจให้ร้านค้าเลือกรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และจะไม่มีการเก็บค่าเช่าและค่าติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยอาจเก็บค่ามัดจำเพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหาย โดยร้านค้าจะได้คืนเมื่อยกเลิกการใช้บริการ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้มีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนร้านค้าที่ติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยให้ร้านค้านำค่าใช้จ่ายจากการรับบัตร (MDR) ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้2เท่า จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ซึ่งจะช่วยร้านค้าให้ติดตั้งเครื่องอีดีซีได้มาก

แบงก์มั่นใจติดตั้งแล้วเสร็จตามแผน

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ร่วมมือกันในการให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องรูดบัตร (อีดีซี ) ภายใต้กิจการการค้าร่วมโครงการอีเพย์เม้นต์ มั่นใจว่าด้วยความแข็งแกร่งของฐานร้านค้ารับบัตรเครดิตเดิมของธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทยที่รวมกันแล้วมีส่วนแบ่งตลาดถึง 70% จะช่วยให้การติดตั้งสำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาล และจากค่าธรรมเนียมการรับบัตรในโครงการนี้ไม่เกิน 0.55% จะช่วยดึงดูดให้ร้านค้าทั้งขนาดเล็กและใหญ่ยินดีรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรมีจำนวนขยายตัวในวงกว้างเพิ่มมากขึ้น

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มั่นใจว่าจะติดตั้งเครื่องอีดีซีแล้วเสร็จตามเงื่อนไขที่กระทรวงคลังตั้งไว้ หรือติดตั้งครบ 100% ภายในไตรมาส 1 ปี2561 ซึ่งจากรายชื่อร้านค้าที่คลังส่งมาให้ไปติดตั้งทั่วประเทศ 5.5 แสนรายชื่อนั้น บางร้านค้าก็มีเครื่องรับบัตรอยู่แล้ว หากจะนับรวมอยู่ในโครงการนี้ ก็ต้องมีการปรับเงื่อนไขและปรับลดค่าธรรมเนียมให้เท่ากับในโครงการ หรือไม่ต่ำกว่า 0.55% โดยปัจจุบันเครื่องรูดบัตรทั่วประเทศอยู่กว่า 3 แสนเครื่อง เป็นของกสิกรไทยกว่า 2 แสนเครื่อง

“เราไม่ได้มีการแบ่งกันชัดเจนว่าใครจะติดตั้งเท่าไหร่ ที่ไหนบ้าง แต่จะช่วยกันติดตั้ง บางร้านค้าที่มีธุรกรรมเยอะอาจจะติดตั้งจากทั้ง 2 แบงก์ก็ได้ อยู่ที่ร้านค้าตัดสินใจ ส่วนค่าธรรมเนียมที่คิด 0.55% เป็นเพดานสูงสุด ซึ่งจะปรับลดลงอีกหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตลาด และแต่ละร้านค้า”

EDCช่วยลดต้นทุน-เพิ่มสะดวกร้านค้า

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่งตลาดจากการติดตั้งเครื่องอีดีซีประมาณ 15% ของการติดตั้งทั้งหมด 5.6 แสนเครื่อง ภายในสิ้นปีนี้ และตั้งเป้ามีส่วนแบ่งการตลาด 25-60% ของจำนวนการติดตั้งทั้งหมดภายในเดือน เม.ย.2561

สำหรับการรวมกลุ่มกันของ 5 ธนาคาร คือ ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทย ธนชาต และกรุงศรีอยุธยา ที่จัดตั้งกลุ่ม TAPS เพื่อติดตั้งเครื่องอีดีซี โดยได้ร่วมกันพัฒนาฟังก์ชั่นในการใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ร้านค้าเพิ่มขึ้นในทุกๆด้าน และ เครื่องรับบัตรกลุ่ม TAPS จึงเป็นเครื่องรับบัตรรูปแบบใหม่ แตกต่างจากเครื่องรับบัตรแบบเดิมๆ ในตัวเครื่องจะรวมฟังก์ชั่นพิเศษของทั้ง5ธนาคารสมาชิกไว้ในเครื่องเดียว เช่น ฟังก์ชั่นการผ่อนชำระ และฟังก์ชั่นการสะสมแต้ม ทำให้ร้านค้าไม่จำเป็นต้องมีหลายเครื่องเพื่อรองรับบัตรของแต่ละธนาคาร จะช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านการลงทุนและการใช้งานแก่ร้านค้า